อารยธรรมลุ่มแม่น้ำไนล์

ชาวอียิปต์เป็นหนึ่งในกลุ่มชนโบราณพวกแรกๆที่ประสบความสำเร็จในการสร้างและพัฒนาอารยธรรมของตนเนื่องจากมีปราการธรรมชาติอย่าง ทะเลทรายซาฮาราทำให้อียิปต์ปราศจากการคุกคามจากศัตรูทางบกและความสมบูรณ์ของแม่น้ำไนล์ก็ทำให้ปัญหาความอดอยากแทบไม่ปรากฏด้วย เหตุนี้พวกเขาจึงสามารถ พัฒนาอารยธรรมได้โดยปราศจากอุปสรรคใดๆ

นักประศาสตร์แบ่งช่วงเวลาสามพันปีของอียิปต์ออกเป็นช่วงต่างๆ โดยเริ่มจาก

ปลายยุคก่อนราชวงศ์ (3100 ปี ก่อนค..) เป็นยุคที่ยังไม่ได้ตั้งเป็นอาณาจักร

ยุคอาณาจักรเก่า เริ่มตั้งแต่ 2950 – 2150 ปีก่อน ค.ประกอบด้วยราชวงศ์ที่หนึ่งถึงราชวงศ์ที่แปด

ยุครอยต่อของอาณาจักร (2125 – 1975 ปี ก่อน ค..) ประกอบด้วยราชวงศ์ที่เก้าถึงสิบเอ็ด

ยุคอาณาจักรกลาง เริ่มตั้งแต่ 1975 – 1520 ปีก่อน ค.ประกอบด้วยราชวงศ์ที่สิบสองถึงสิบเจ็ด

ยุคอาณาจักรใหม่ เริ่มตั้งแต่ 1539 – 1075 ปี ก่อน ค.ประกอบด้วยราชวงศ์ที่สิบแปดถึงยี่สิบ

ยุคปลายของอาณาจักร เริ่มตั้งแต่ 1075 – 332ปี ก่อน ค.ราชวงศ์ที่ยี่สิบเอ็ดถึงสามสิบเอ็ด ยุคนี้อียิปต์ถูกปกครองโดยชาวต่างชาติ ตั้งแต่พวกลิเบีย นูเบีย และพวกเปอร์เซีย ปีที่ 332 ก่อนคริสตกาล อียิปต์ถูกปกครองโดยราชวงศ์ปโตเลมี อดีตขุนศึกของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช จนมาถึงความพ่ายแพ้ของพระนางคลีโอพัตราที่แอคติอุม (Actium) ในราว ก่อน คริสตกาล อียิปต์ก็สิ้นสุดความเป็นอาณาจักรโดยสิ้นเชิง

ปลายยุคก่อนราชวงศ์ (3100 ปี ก่อนค..) เป็นยุคที่ยังไม่ได้ตั้งเป็นอาณาจักร

เริ่มแรกย้อนไปเมื่อราว หนึ่งหมื่นปีก่อน ทะเลทรายซาฮารายังเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยสัตว์ป่าและพืชพรรณนานาชนิด ในท้องทุ่งอุดมไปด้วยสัตว์ป่าอย่างช้างและแอนทีโลป มนุษย์ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นี่ในช่วงแรกดำรงชีวิตโดยการล่าสัตว์ และทำปศุสัตว์จวบจนกระทั่งเมื่อราวเจ็ดพันปีก่อนการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ทำให้ซาฮารา ค่อยๆแห้งแล้ง และกลายเป็นทะเลทรายในท้ายที่สุดก็เหลือแต่เพียงพื้นที่ริมสองฝั่งแม่น้ำไนล์เท่านั้นที่ยังคงความสมบูรณ์อยู่ และเนื่องจากทุกปีแม่น้ำไนล์จะพัดเอา ตะกอนหน้าดินมาถมฝั่ง ทำให้พื้นดินแห่งนี้มีความอุดม สมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก ผู้คนเริ่มอพยพจากพื้นที่รอบนอกเข้ามาจับจองพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำและเริ่มมีการเพาะปลูกขึ้น เผ่าชนเหล่านี้มาอาศัย รวมกันตามริมฝั่งแม่น้ำไนล์และแบ่งเป็นกลุ่มต่างๆ เรียกว่าโนมส์

ในแต่ละโนมส์จะปกครองโดยกลุ่มนักบวชซึ่งพัฒนามาจากหมอผีในสมัยหินใหม่ ต่อมาความจำเป็นในการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ทำให้ต้องมีการจัดระบบชลประทานขึ้น หัวหน้ากรรมกรผู้ควบคุมการ ชลประทานเหล่านี้ได้ถูกยกย่องให้เป็นหัวหน้านักรบของโนมส์ เมื่อขนาดของชุมชนใหญ่ขึ้นเรื่อยๆก็มีการพัฒนาเป็นนครรัฐขนาดเล็กกระจัดกระจายตาม ริมฝั่งแม่น้ำดินแดนของแม่น้ำไนล์ถูกแบ่งตามสภาพภูมิศาสตร์เป็น อียิปต์บนและอียิปต์ล่าง 
ดินแดนของแม่น้ำไนล์ถูกแบ่งตามสภาพภูมิศาสตร์เป็น อียิปต์บนและอียิปต์ล่าง เนื่องจากแม่น้ำไนล์ไหลจากทางใต้ขึ้นสู่ทางเหนือ ดังนั้นอียิปต์บนจะตั้งอยู่ทางตอนใต้ของแม่น้ำไนล์อันเป็นทิศที่แม่น้ำไหลมาพื้นที่ส่วนนี้มี ทุ่งหญ้าและเขตป่าละเมาะที่เหมาะแก่การล่าสัตว์และทำปศุสัตว์ ส่วนอียิปต์ล่างจะตั้งบริเวณทิศเหนือซึ่งเป็นจุดที่แม่น้ำไหลลงทะเลและมีพื้นที่ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ ที่สมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูกในช่วงเวลานั้นอียิปต์ล่างมีเมืองการค้าและศูนย์กลางที่สำคัญชื่อว่า บูโท ส่วนทางอียิปต์บนพลเมืองจะอาศัยอยู่หนาแน่นบริเวณเมืองนากาดา และเฮียราคอนโพลิส ในราวสี่พันปีก่อนคริสตกาลชาวอียิปต์เริ่มพัฒนารูปแบบอักษรจากรูปภาพ และกลายเป็นอักษรเฮียโรกลิฟฟิคในเวลาต่อมา

กำเนิดแห่งอาณาจักร ในราว 3200ปีก่อนคริสตกาล ราชาแมงป่อง (Scorpion king) ผู้ครองนครธีส (This) อันตั้งอยู่บริเวณตอนกลางแห่งลุ่มน้ำไนล์ได้กรีฑาทัพ เข้ายึดครองนครรัฐต่างๆในอียิปต์บนและตั้งตนเป็นฟาโรห์แห่งอาณาจักรบน ราชาแมงป่องปรารถนาจะรวมอียิปต์เข้าด้วยกันแต่พระองค์สิ้นพระชนม์เสียก่อน โอรสของพระองค์(ข้อนี้นักประวัติศาสตร์ยังไม่แน่ใจนักแต่จากหลักฐานที่มีแสดงว่าทั้งสองพระองค์น่าจะเกี่ยวดองกัน)นามว่า นาเมอร์(Namer)ได้สานต่อนโยบายและกรีฑาทัพเข้าโจมตีอียิปต์ล่าง จนกระทั่งมาถึงสมัยของ ฟาโรห์เมเนส(Menese)พระองค์สามารถผนวกทั้งสองอาณาจักรเข้าด้วยกันได้สำเร็จและ สถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นฟาโรห์พระองค์แรกของอียิปต์โดยตั้งเมืองหลวงที่ เมมฟิส (Memphis) ซึ่งอยู่ตอนกลางของลุ่มน้ำไนล์ ฟาโรห์เมเนสเป็นฟาโรห์องค์แรกแห่งราชวงศ์ที่หนึ่งของอียิปต์โบราณ

ยุคอาณาจักรเก่า เริ่มตั้งแต่ 2950 – 2150 ปีก่อน ค.ประกอบด้วยราชวงศ์ที่หนึ่งถึงราชวงศ์ที่แปด

ยุคนี้เมืองหลวงของอียิปต์คือ นครเมมฟิส (Memphis) โดยมีพระเจ้าเมเนส (Menes) เป็นฟาโรห์พระองค์แรกที่ปกครองอียิปต์ทั้งหมด ชาวอียิปต์โบราณเชื่อว่า องค์ฟาโรห์คือร่างประทับของสุริยเทพ ที่ลงมาปกครองมนุษย์

การเมืองการปกครอง: ในสังคมอียิปต์มีการแบ่งออกเป็นสามชนชั้น คือ ชนชั้นสูงได้แก่ เชื้อพระวงศ์ นักบวช ขุนนาง ชนชั้นกลางได้แก่ พ่อค้า เสมียน ช่างฝีมือ และชนชั้นล่างคือพวกชาวนาและผู้ใช้แรงงาน นอกจากฟาโรห์แล้ว บุคคลที่มีอำนาจมากที่สุดคือหัวหน้านักบวชของสุริยเทพ รา ซึ่งเป็นจอมเทพสูงสุด ในการบริหารงาน ฟาโรห์จะมีคณะเสนาบดีที่นำโดย วิเซียร์ (Vizier) ซึ่งเป็นตำแหน่งขุนนางสำคัญ เป็นผู้ช่วย และส่งข้าหลวง (Nomarch) ไปทำหน้าที่ปกครองหัวเมืองต่างๆ โดยขึ้นตรงต่อองค์กษัตริย์ ในยุคอาณาจักรเก่านี้ อียิปต์ไม่มีกองทหารประจำการ แต่จะเกณฑ์พลเมืองเข้ากองทัพเมื่อเกิดสงคราม

ความเชื่อเดิมทีก่อนการรวมแผ่นดิน หัวเมืองต่างๆทั้งในอียิปต์บน และ ล่าง ต่างนับถือเทพต่างๆกันต่อมาเมื่อรวมแผ่นดินแล้วก็ยังคงความเชื่อแบบพหุเทวนิยม อยู่ โดยมี รา (RA) เป็นเทพสูงสุด ชาวอียิปต์เชื่อว่าพระองค์เป็นผู้สร้างโลกและสวรรค์รวมทั้งสิ่งมีชีวิตทั้งปวง นอกจาก รา แล้ว เทพที่ชาวอียิปต์นับถือกันมากได้แก่ โอซิริส เทพแห่งยมโลกผู้มีหน้าที่ตัดสินดวงวิญญาณ , เทพีไอซิสเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์ ,เซ็ท เทพแห่งสงคราม ,ฮาธอร์เทพีแห่งความรัก และฮอรัส เทพผู้เป็นตัวแทนของฟาโรห์ทุกพระองค์ นอกจากนี้ยังมีเทพอื่นๆที่ถือเป็นเทพเจ้าประจำแต่ละเมือง

วิถีชีวิต:ชาวอียิปต์โบราณดำรงชีวิตด้วยการกสิกรรม โดยเฉพาะในเขตที่ราบน้ำท่วมถึงหรือที่เรียกว่าเขตดินสีดำที่ชื่อว่า เคเมต เป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ การเพาะปลูกได้ผลดี พืชผลที่ได้จะถือเป็นสมบัติของฟาโรห์และจะมีการแจกจ่ายแก่ประชาชนอย่างเหมาะสม พืชที่นิยมปลูกกันคือข้าวสาลีและข้าวบาเล่ย์ โดยพวกเขาจะใช้ข้าวสาลีทำขนมปังและทำเบียร์จากข้าวบาเล่ย์ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้เป็นอาหารหลัก ของชาวอียิปต์โบราณ และพืชผลเหล่านี้ยังใช้เป็นสินค้าส่งออกไปยังดินแดนอื่นๆอีกด้วยนอกจากการเพาะปลูกแล้วชาวอียิปต์ยังทำการจับปลา ล่านกน้ำและฮิปโปโปเตมัสในแม่น้ำไนล์โดยใช้เรือที่ผูกจากต้นกก ส่วนในเขตดินสีแดงที่เรียกว่า เชเครต ซึ่ง อยู่ในเขตอียิปต์บนพวกเขาจะทำการล่าสัตว์ป่าอย่าง แอนทีโลป และแพะป่า ซึ่งมีอยู่มากมาย บ้านเรือนของชาวอียิปต์สร้างจากอิฐตากแห้งและใช้ไม้ทำส่วนประกอบอย่างกรอบประตูเนื่องจากในอียิปต์ไม้ค่อนข้างหายาก บ้านแต่ละหลังจะมีบันไดขึ้นดาดฟ้าเนื่องจากชาวอียิปต์จะใช้ดาดฟ้าเป็นที่ทำงานต่างๆเช่นการทำขนมปัง หรือแม้แต่เป็นที่พักผ่อนนั่งคุย

อักษรอียิปต์: ชาวอียิปต์ใช้อักษรภาพที่เรียก ว่าเฮียโรกลิฟฟิค (Hieroglyphic) ซึ่งมีทั้งแบบที่เป็นรูปภาพและแบบที่เป็นสัญลักษณ์ประกอบเป็นคำ โดยจะบันทึกลงในแผ่นหินและม้วนกระดาษปาปิรัสซึ่งทำจากต้นกก ตัวอักษรอียิปต์มีประมาณ 1000 ตัว ในสมัยก่อน ผู้ที่สามารถอ่านเขียนอักษรเฮียโรกลิฟฟิคได้คล่องแคล่วจะมีโอกาสได้ทำงานเป็นอาลักษณ์ ซึ่งจะทำให้มีโอกาสที่จะเลื่อนขึ้นเป็นขุนนาง หรือนักบวชสำคัญได้ สำหรับอักษรของอียิปต์นั้น นับแต่อารยธรรมล่มสลายลงไปก็ไม่มีใครสามารถตีความได้ จนกระทั่งได้มีการค้นพบ ศิลาจารึก โรเซทต้า (ROSETTA) ในปี ค.ศ. 1799 ที่มีจารึกอักษรเฮียโรกลิฟฟิคกับอักษรกรีกโบราณเอาไว้ ฟรองซัวส์ ชองโพลียอง ใช้วิธีการค้นคว้าโดยอ่านเทียบกับอักษรกรีกโบราณ และสามารถตีความได้สำเร็จในปี 1822

การทำมัมมี่:ถูกทำขึ้นในสมัยราชวงศ์ที่4และมีเรื่อยมาจนถึงค.ศ.641 ชาวอียิปต์เชื่อว่าหลังจากที่มนุษย์ ตายไปแล้วดวงวิญญาณจะกลับมาเกิดใหม่ในร่างเดิมจึงต้องเก็บร่างเอาไว้เพื่อรอรับการเกิดใหม่ในยุค อาณาจักรเก่าเชื่อว่ามีเพียงฟาโรห์เท่านั้นที่จะกลับมาคืน ร่างเดิมแต่ในสมัยต่อมาการทำมัมมี่ได้แพร่หลายสู่ขุนนางและสามัญชนแม้กระทั่งสัตว์ที่เป็นสัญลักณ์ ของเทพเจ้าในการทำมัมมี่ชาวอียิปต์จะนำสมองและอวัยวะภายในออกจากศพและนำศพไปชำระล้างใน แม่น้ำไนล์จากนั้นจะนำไปแช่ในน้ำยานาตรอน(Natron)ซึ่งเป็นสารพวกsodium Carbonate โดยเปลี่ยนน้ำยาทุกสามวันและแช่ประมาณหกสิบวันจนศพแห้งและนำมาพันด้วยผ้าลินิน ส่วนอวัยวะภายในและสมองจะนำไปผสมกับเครื่องหอมและทำให้แห้งด้วยสมุนไพรจากนั้น จึงนำไปดองในน้ำยานาตรอนประมาณหนึ่งสัปดาห์ก่อนจะนำมาเก็บในโถคาโนปิก (Canopic) สี่ใบและนำไปเก็บรวมกับหีบศพในสุสานพร้อมข้าวของเครื่องใช้และสมบัติเพื่อรอการกลับมาของวิญญาณ

พีระมิดยักษ์: เป็นสิ่งก่อสร้างที่มหัศจรรย์ที่สุด เดิมทีฟาโรห์จะสร้างห้องเก็บพระศพขนาดใหญ่เป็น สุสาน ต่อมาในสมัยของฟาโรห์โซเซอร์ แห่งราชวงศ์ที่สาม (2650ปีก่อน ค.ศ.) อิมโฮเทปที่ปรึกษาของฟาโรห์ ซึ่งเป็นนักปราชญ์และสถาปนิกที่มีความสามารถ ได้ทำการออกแบบ พีระมิดขั้นบันไดที่เรียกว่า มาสตาบา (Mastaba) ที่เมืองซักคาราขึ้น นอกจากเป็นผู้ออกแบบพีระมิดแล้ว อิมโฮเทปยังมีผลงานประพันธ์ต่างๆมากมายทั้งวรรณคดีและตำราเภสัชศาสตร์ ชาวอียิปต์รุ่นหลังนับถือเขาในฐานะเทพแห่งความรู้ หลังจากยุคของฟาโรห์โซเซอร์ ก็ได้มีการสร้างพีระมิดขั้นบันไดต่อมาและค่อยๆพัฒนากลายเป็นแบบสามเหลี่ยม โดยพีระมิดที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ พีระมิดยักษ์ของฟาโรห์คูฟูที่เมืองกีซา ซึ่งมีความสูงถึง 147 เมตรและได้ชื่อว่า เป็นพีระมิดที่ใหญ่ที่สุดในโลก

การต่างประเทศ:ในยุคอาณาจักรเก่าอียิปต์มีการค้าขายกับเพื่อนบ้านทั้งในเมโสโปเตเมีย (อยู่ในตะวันออกกลาง)และอาณาจักรนูเบียทางภาคใต้(ปัจจุบันคือซูดาน)ในยุคนี้ไม่มีการใช้เงิน การค้าจะทำในแบบของแลกของ โดยสินค้าออกสำคัญของอียิปต์คือพืชผลทางการเกษตร แลกกับสินค้าพวกไม้หอม งาช้าง เครื่องแกะสลัก เป็นต้น แทบไม่มีหลักฐานของการสงครามขนาดใหญ่ในยุคนี้นอกจากหลักฐานการรบกับพวกเรร่อนเบดูอิน ในพรมแดนปาเลสไตน์สมัยฟาโรห์เปปิที่1 แห่งราชวงศ์ที่6 กล่าวได้ว่าสงครามใหญ่เพียงครั้งเดียวของยุคนี้คือสงครามรวมชาติตอนต้นราชวงศ์ที่หนึ่งเท่านั้น

ยุครอยต่อของอาณาจักร (2125 – 1975 ปี ก่อน ค..) ประกอบด้วยราชวงศ์ที่เก้าถึงสิบเอ็ด

นับแต่ก่อตั้งอาณาจักร ดินแดนอียิปต์มีแต่ความสงบสุขและรุ่งเรือง ปราศจากจากสงครามและการคุกคามจากชนต่างชาติ แม่น้ำไนล์พัดพาความอุดมสมบูรณ์มาพร้อมกับดินตะกอนสีดำ ความสงบสุขดำเนินมาจนถึงปีที่2200ก่อนคริสตกาล อันเป็นปีเริ่มต้นของยุคแห่งความวุ่นวายและการนองเลือด สาเหตุของความวุ่นวายในดินแดนไอยคุปต์มีที่มาจากประเพณีของฟาโรห์ใน การพระราชทานรางวัลแก่ขุนนางที่มีความชอบเนื่องจากในยุคนั้นไม่มีการ ใช้เงินตราและสิ่งที่มีค่าที่สุดก็คือ ที่ดิน

กล่าวคือฟาโรห์จะพระราชทานที่ดินให้แก่ขุนนางที่ทำความดีความชอบ โดยที่ดินดังกล่าวจะต้องกลับคืนเป็นของราชสำนักอีกครั้ง เมื่อขุนนางสิ้นชีวิตลงแต่ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า ขุนนางเริ่มท้าทายอำนาจฟาโรห์ โดยการแอบโอนถ่ายที่ดินให้แก่ลูกหลาน จนในที่สุดก็กลายเป็นธรรมเนียมว่า ขุนนางสามารถโอนถ่ายที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์สู่ลูกหลานได้ และนำไปสู่การสร้างเขตอิทธิพลของแต่ละตระกูลเหล่าขุนนางต่างสะสมที่ดินและกำลังคนมากขึ้น อำนาจของฟาโรห์ถูกกัดกร่อนลงเรื่อยๆและกลุ่มอิทธิพลที่ทรงอำนาจมากที่สุดก็คือเหล่าหัวหน้านักบวชในอาราม สุริยเทพ-รา

ปีที่ 2180 ก่อน ค.ศ. อำนาจรัฐของฟาโรห์ที่เมมฟิส สิ้นสุดลง บรรดานครรัฐต่างตั้งตนเป็นอิสระและทำสงครามรบพุ่งกันเอง ดินแดนแม่น้ำไนล์ที่เคยอุดมสมบูรณ์เกิดภัยแล้งติดต่อกันเป็นเวลานาน ฟาโรห์อ่อนแอเกินกว่าที่จะสร้างระบบชลประทานขึ้นมา แก้ปัญหาได้ความอดอยากและภัยสงครามแพร่กระจายทั่วแผ่นดินในที่สุดอิยิปต์ถูกแบ่งเป็นสองเขต คืออิยิปต์ต่ำ ซึ่งอยู่ทางเหนือของเมมฟิสถูกปกครองโดยตระกูลหนึ่งจากเมืองเฮรักลีโอโพลิส(Herakleopolis) ส่วนอีกเขตหนึ่งคืออียิปต์สูงที่อยู่ทางใต้ของเมมฟิสถูกปกครองโดยตระกูลจากเมืองธีบีส(Thebes) และแล้วในปีที่ 1975ก่อนค.ศ.เจ้าชายนักรบจากธีบีสได้ทำสงครามผนวกอียิปต์ทั้งหมด และ ขึ้นครองราชย์เป็นฟาโรห์ ทรงพระนามว่า มอนตูโฮเทปที่ 2 (Montuhotep)

ยุคอาณาจักรกลาง เริ่มตั้งแต่ 1975 – 1520 ปีก่อน ค.ประกอบด้วยราชวงศ์ที่สิบสองถึงสิบเจ็ด

พระเจ้ามอนตูโฮเทป ที่2 ได้สร้างเมืองหลวงใหม่ที่ ธีบีส ซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์ นอกจากนี้พระองค์ยังทรงสร้างโบสถ์ใหญ่อันสวยงามที่ เดียร์ เอล-บาฮารี (Deir el-Bahari) โบสถ์นี้ยังเป็นที่ฝังพระศพของพระองค์อีกด้วย ต่อมาในสมัยของมอนตูโฮเทปที่ 4 พระองค์ถูกแย่งชิงราชสมบัติ โดยขุนศึกนาม อาเมเนมฮัท(Amenamhat) ซึ่งได้ตั้งราชวงศ์ที่12 ขึ้น ราชวงศ์ที่12นี้ได้นำความมั่งคั่งและเจริญรุ่งเรืองกลับมา สู่อียิปต์อีกครั้ง มีการทำเหมืองแร่และอู่ต่อเรือ นอกจากนี้มีการสร้างพีระมิดขนาดใหญ่ขึ้น หลายแห่งการเพาะปลูกอุดมสมบูรณ์

ชาวอียิปต์ได้ฟื้นฟูเส้นทางการค้าต่างประเทศขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่หยุดชะงักไปมีการส่งกองเรือสินค้า ไปค้าขายกับชาวต่างชาติเช่น ครีทและเลบานอน ในยุคนี้ อียิปต์ยังทำศึกกับพวกนูเบียทางใต้(ปัจจุบันคือ ซูดาน)และแผ่อิทธิพลไปทางภาคตะวันตกเพื่อป้องกันเส้นทางการค้า นอกจากนี้เครื่องบรรณาการเช่นทองคำและทาสเชลย ที่ชาวอียิปต์ได้จากการทำสงคราม ก็ทำเศรษฐกิจของอียิปต์เจริญรุ่งเรืองขึ้น อำนาจของฟาโรห์กลับมายิ่งใหญ่และมั่งคั่งอีกครั้งหนึ่ง

นักรบนูเบีย: พวกนูเบียนเป็นกลุ่มชนผิวดำ ดินแดนนูเบียนั้น ตั้งอยู่ดินแดนทางตอนเหนือของแม่น้ำไนล์ (ทางใต้ของอียิปต์) แต่เดิมทีอียิปต์ ทางอียิปต์ได้ส่งคณะเดินทางไปยังนูเบีย เพื่อนำงาช้าง หินสำหรับก่อสร้างและสินค้าฟุ่มเฟือยต่างๆ กลับมาอียิปต์ ในสายตาของชาวอียิปต์นั้นถือว่าพวกนูเบียเป็นชนป่าเถื่อนที่มีอารยธรรมด้อยกว่าตน ในช่วงยุคมืด พวกนูเบียคุกคามพรมแดนด้านใต้ของอียิปต์

ต่อมาในยุคอาณาจักรกลางและได้เกณเชลยศึกชาวนูเบียเข้ามาเป็นทหารในกองทัพ นอกจากนี้ยังมีนักรบนูเบียบางที่มีความสามารถ ได้รับตำแหน่งนายพลของกองทัพอียิปต์ด้วย ชาวนูเบียนรับอารยธรรมต่างๆของอียิปต์มาใช้ รวมทั้งความเชื่อทางศาสนาและการสร้างพีระมิดด้วย

การรุกรานของชนต่างชาติ {The invasion from Asia} 1630 – 1520 ก่อน ค..

ในช่วงเวลานี้ได้เกิดเหตุการณ์ใหญ่เกิดขึ้น นั่นคือการรุกรานของพวก ฮิกโซส (Hyksos) ซึ่งในภาษาอียิปต์แปลว่า ” กษัตริย์ต่างชาติ ” ชนเผ่านี้อพยพมาจากทุ่งหญ้าในเอเชียและทำสงครามโค่นล้มราชวงศ์อียิปต์ พวกฮิกโซสมีชัยชนะเหนืออียิปต์ได้ด้วย รถศึกและม้า ซึ่งชาวอียิปต์ไม่เคยรู้จักมาก่อน

รถศึกเป็นการผสมผสานระหว่างความเร็วกับอานุภาพการยิง โดยมือธนูจะอยู่บนรถศึกและยิงทำลายแนวรบของศัตรู ทหารอียิปต์ที่มีเพียงพลเดินเท้าเป็นหลักไม่อาจต้านทานอานุภาพของ รถศึกได้ ในที่สุดพวกฮิกโซสจึงสามารถก่อตั้งราชวงศ์ปกคริงอียิปต์ได้สำเร็จ โดยตั้งเมืองหลวงชื่อ อวารีส(Avaris) ขึ้นที่บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์ และครอบครองดินแดนส่วนเหนือของประเทศ พวกฮิกโซสนำอียิปต์สู่โลกภายนอกและนำวิทยาการใหม่ๆมาสู่อียิปต์ พวกฮิกโซสได้ปรับวัฒนธรรมและศาสนาของชาวอียิปต์เข้าด้วยกัน แม้จะใช้วัฒนธรรมอียิปต์ แต่ในสายตาชาวอียิปต์

พวกฮิกโซสก็ยังเป็นผู้รุกรานที่น่ารังเกียจ ในเวลาที่พวกฮิกโซสตั้งราชวงศ์นั้น พวกอียิปต์ก็ได้ตั้งราชวงศ์ที่17 อยู่ที่ธีบีส โดยยอมอ่อนข้อให้พวกฮิกโซส ในตอนแรก แต่หลังจากนั้นธีบีสก็ลุกขึ้นทำสงครามกับฮิกโซสในการสงครามฟาโรห์สอง พระองค์ของ ธีบีสคือฟาโรห์เซเกนองแร(Sequenenre) และฟาโรห์กาโมส(Kamose) สิ้นพระชนม์ในสนามรบและในที่สุดฟาโรห์อาห์โมซิส(Amosis) ก็สามารถขับไล่พวกฮิกโซสออกไปได้สำเร็จ และก่อตั้งราชวงศ์ที่18ขึ้น

ยุคอาณาจักรใหม่ (New kingdom) 1539 – 1075 ปีก่อน ค..

นักประวัติศาสตร์ต่างยอมรับกันว่ายุคนี้เป็นยุคที่อียิปต์รุ่งเรืองที่สุด โดยหลังจากพวกฮิกโซสถูกขับไล่ไปแล้ว อำนาจของฟาโรห์ เหนือนครต่างๆในลุ่มน้ำไนล์กลับคืนมาอย่างสมบูรณ์ ในยุคของฟาโรห์ทุตโมซิสที่ 1 (Thutmosis) แห่งราชวงศ์ที่ 18 ในยุคนี้เมืองหลวงของอียิปต์คือนครธีบส์(Thebes) และฝั่งตรงข้ามของเมืองหลวงคือ หุบเขาแห่งกษัตริย์อันเป็นสถานที่ฝังพระศพฟาโรห์

ในยุคอาณาจักร ใหม่นี้ ทั้งนี้ชาวอียิปต์ได้ยกเลิกประเพณีการสร้างพีระมิดไปตั้งแต่ตอนปลาย ของอาณาจักรเก่าเนื่องจากสิ้น เปลืองวัตถุดิบและหันมาใช้วิธีเจาะหน้าผาเป็นสุสานแทน นอกจากธีบส์แล้วทุตโมซิสที่1 ยังได้สร้างนครอบีดอส (Abidos)ให้เป็นเมืองสำคัญในสมัยของฟาโรห์ทุตโมซิสที่ 1 นี้เมืองหลวงคือ กรุงธีบส์เจริญรุ่งเรืองมากมีการสร้างวิหารขนาดใหญ่เพื่อบูชาแด่เทพเจ้า ซึ่งก็รวมทั้งมหาวิหารคาร์นัค นอกจากนี้ อียิปต์ยังได้เริ่มการแผ่อำนาจเข้าไปในดินแดนเอเชียตะวันออกใกล้และนูเบีย อีกด้วย

การเสื่อมและการล่มสลายของอียิปต์ (ปีที่1075 – 332 ก่อน ค..)

หลังการสวรรคตของรามเสสที่2 และโอรสของพระองค์มเนปตาห์ ขึ้นครองราชย์ จักรวรรดิอียิปต์เริ่มส่อเค้าวุ่นวาย บรรดาเมืองขึ้นต่างๆ เช่นนูเบียและลิเบียได้ก่อกบฎขึ้นแต่โชคดีที่ทางอียิปต์สามารถปราบปรามลงได้ ในช่วงเวลาเดียวกันนี้เองทางฝ่ายฮิตไตท์ประสบภาวะ แห้งแล้งขาดแคลนอาหารทำให้ทางอียิปต์ต้องส่งอาหารไปช่วยตามข้อตกลงที่มีในสมัยรามเสสที่2 หลังการสิ้นพระชนม์ของฟาโรห์มเนปตาห์อียิปต์ต้องพบกับปํญหาการเมืองภายในฟาโรห์แต่ละองค์ครองราชย์เพียงช่วงสั้นๆ จนมาถึงปีที่1186ก่อนค.ศ.ฟาโรห์รามเสสที่3ขึ้นครองราชย์พระองค์ทรงได้รับการยอมรับจากทุกกลุ่ม ทำให้ปัญหาการเมืองภายในหมดไป แต่ในช่วงที่อียิปต์เริ่มจะฟื้นตัวนั้นเหตุการณ์สำคัญก็ได้เกิดขึ้น

การมาถึงของชนทะเล (Sea people)

หลังการครองราชย์ของรามเสสที่3 ทางด้านเมดิเตอเรเนียนได้เกิดความวุ่นวาย เนื่องจากภาวะแห้งแล้ง ที่เกิดขึ้นทำให้เกิดการรุกรานและการอพยพจำนวนประชากรที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้ประชาชนจากเมดิเตอเรเนียนต้องอพยพออกจากถิ่นฐานเดิม กลุ่มชนเหล่านี้ถูกเรียกว่าชาวทะเล(sea people) นักรบชาวทะเลเหล่านี้ประกอบด้วยคนเชื้อชาติต่างๆ เช่นไมซีเน่ อีเจียน ฟิลิสทีนแม้กระทั่งชาวซีเรียโดยพวกเขาได้เข้ารุกรานและทำลายบ้านเมืองต่างๆเรื่อยมา

สิ่งที่พวกนี้ต้องการ คือดินแดนใหม่ที่ อุดมสมบูรณ์ซึ่งพวกเขาจะตั้งถิ่นฐานได้ นอกจากนี้ชาวทะเลเหล่านี้ยังได้เข้าโจมตีและทำลายนครฮัตตูซัสเมืองหลวงของจักรวรรดิฮิตไตท์จน ราบคาบจากนั้นชาวทะเลจึงมุ่งหน้ามายังอียิปต์ดินแดนอู่ข้าวอู่น้ำของโลกโบราณ และในปีที่1179 ก่อน ค.ศ. สงครามระหว่างชาวทะเลกับอียิปต์ก็เกิดขึ้น

ฟาโรห์รามเสสที่3 สามารถพิชิตกองทัพชาวทะเลได้ทั้งทางบกและทางน้ำ ทำให้สามารถปกป้องจักรวรรดิได้สำเร็จชื่อเสียงของพระองค์เลื่องระบือ หลังสงครามพระองค์ยังปราบปรามพวกลิเบียที่ก่อกบฎลงได้ ทำให้จักรวรรดิเริ่มฟื้นตัวอีกครั้งแต่ทว่าสงครามที่ยาวนานทำให้อียิปต์สูญเสียกำลัง คนไปมากการค้าก็หดหายไปทำให้อียิปต์ขาดรายได้และท่ามกลาง ปัญหานี้เองรามเสสที่3 ก็สวรรคตลง

บทสุดท้าย แห่งอาณาจักร

วาระแห่งความเสื่อมสูญ:หลังการสวรรคตของรามเสสที่3 อียิปต์กลับสู่ความวุ่นวายอีกครั้ง ทั้งจากปัญหาการเมืองและความอดอยาก ในที่สุดอียิปต์ก็แตกแยกกลายเป็นก๊กเป็นเหล่า บรรดาเมืองต่างๆตั้งตนเป็นอิสระ ชาวลิเบียซึ่งเป็นนักโทษสงครามของรามเสส ถือโอกาสตั้งตนเป็นอิสระผู้นำของพวกเขานามว่าโชชอง(Chochong) ได้เป็นฟาโรห์และรวบรวมแผ่นดินได้สำเร็จ แต่ก็เป็นเพียงช่วงสั้นๆและบ้านเมืองก็เข้าสู่สภาพแตกแยกอีกครั้ง

จนกระทั่งในปีที่663 ก่อน ค.ศ. กษัตริย์อัสซูบานิปาลแห่ง อัสสิเรีย ได้ยกกองทัพเข้ารุกรานอียิปต์ เมืองต่างๆถูกทำลาย ทรัพย์สมบัติถูกปล้นชิง และอียิปต์ก็ไม่อาจฟื้นตัวได้อีกต่อมาในปีที่525 ก่อนค.ศ. อียิปต์ก็ถูกปกครองโดยชาวเปอร์เซียและเมื่ออเล็กซานเดอร์มหาราชแห่งมาซีโดเนีย ซึ่งเป็นชนเชื้อชาติกรีกพิชิตเปอร์เซียลง อียิปต์ก็ตกเป็นของมาซีโดเนียในปีที่335 ก่อน ค.ศ.

หลังการสวรรคตของอเล็กซานเดอร์จักรวรรดิมาซิโดเนียของพระองค์ล่มสลายลง เหล่าขุนศึกมาซีโดเนียต่างตั้งตนเป็นใหญ่ในดินแดนต่างๆที่พระองค์พิชิตมา นายพลปโตเลมีขุนศึกของพระองค์ก็ตั้งตนเป็นฟาโรห์และ ตั้งราชวงศ์ปโตเลมีซึ่งถือเป็นราชวงศ์สุดท้าย ขึ้นปกครองอียิปต์โดยมีเมืองหลวงที่อเล็กซานเดรีย

จนกระทั่งมาถึงปีที่ 36 ก่อน ค.ศ. พระนางคลีโอพัตราแห่งราชวงศ์ปโตเลมีพ่ายแพ้กองทัพโรมันที่แอคติอุม(Actium) และได้ปลิดชีวิตตนเองลงจากนั้นจักรวรรดิโรมันจึงผนวกอียิปต์เข้าเป็นส่วน หนึ่งของโรมและ นั่นคือการล่มสลายลงโดยสิ้นเชิงจากนั้นมา อียิปต์กลายเป็นเพียงมณฑลหนึ่งของโรมและกลายเป็นของจักรวรรดิไบเซนไทน์ในเวลาต่อมา และได้ถูกพวกมุสลิมเข้ายึดครองในภายหลัง

วันเวลาของฟาโรห์และอาณาจักรของพระองค์จบลงไปแล้วและนั่นก็คือชะตากรรมที่ไม่ว่าอาณาจักรใดๆจะยิ่งใหญ่ สักเพียงไหนก็ไม่อาจจะหลีกพ้น

อารยธรรมตะวันตก (เมโสโปเตเมีย-อียิปต์)

อารยธรรมเมโสโปเตเมีย

ซูเมอร์ 
ประมาณ 3200-2800 ปีก่อนคริสตกาล พวกสุเมเรียนตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ซูเมอร์ (Sumer) ทางใต้ของเมโสโปเตเมีย (ดินแดนระหว่างแม่น้ำ 2 สาย คือ แม่น้ำไทกริสและยูเฟรติส) ปัจจุบันเมโสโปเตเมีย-ซูเมอร์อยู่ในประเทศอิรัก

พวกสุเมเรียน มาจากไหนไม่มีหลักฐานแน่ชัด สันนิษฐานกันว่ามาจากทางตะวันออก อาจเป็นพวกเดียวกับกลุ่มชนที่สร้างอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ พวกสุเมเรียนมาสร้างเมืองไว้หลายเมือง ใจกลางเมืองมีวัดขนาดใหญ่สร้างด้วยอิฐไว้บนลานยกระดับสูง ผนังวัดประดับด้วยกระเบื้องเคลือบดินเผาหลากสี วัดใช้ประดิษฐานเทพเจ้าประจำเมือง แต่ละเมืองมีเจ้าครองนคร เจ้าครองนครมาจากพระที่มียศสูงที่สุด เรามักเรียกกันว่า พระ-กษัตริย์ วัดถือเป็นศูนย์กลางทางศาสนา ทางการเมืองและทางเศรษฐกิจ มีการคิดตัวอักษรขึ้นมาใช้ในงานบริการของวัด แรกเริ่มเป็นอักษรภาพก่อน   แล้วจึงพัฒนาเป็นตัวอักษรคิวนิฟอร์ม

งานศิลปะ
มีการใช้ตราลูกกลิ้ง สำหรับประทับตราลงบนภาชนะเก็บอาหารของวัด ภาชนะนี้มีร่างคล้ายแจกัน คือ คอแคบมีหูสองข้าง บนตราประทับเป็นเทพเจ้า งานศิลปะอื่นๆ   เป็นปั้นขนาดเล็กทำจาก ดินเหนียว หิน และโลหะ

ศาสนา
แรกเริ่มมีเทพเจ้า 3 องค์ คือ เอนลิล, อาน และเอนกิ ต่อมามีอูตู (เทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์) อินานนา (เทพธิดาแห่งการสืบพันธุ์) และนานนา (เทพเจ้าแห่งดวงจันทร์) คนสุเมเรียนใช้ระบบนับเวลาในวันหนึ่งว่ามี 24 ชั่วโมง 1 ชั่วโมง มี 60 นาที 1 นาทีมี 60 วินาที และวงกลมมี 360 องศา

2800-2500 ปีก่อนคริสตศักราช สมัยราชวงศ์โบราณ พวกเซมิติค (จากคาบสมุทรซีนาย) อพยพมาอยู่ เมสิลิม เดอ กิซ เป็นกษัตริย์ผู้มีอำนาจสูงสุดองค์แรก เมืองนิปปูร์เป็นศูนย์กลางทางศาสนา มีการสร้างกำแพงเมืองที่อุรุคในสมัยพระเจ้าจิลกาเมซ การสร้างวัดแบบโบราณพัฒนามาเป็นแบบซิกกูราท (เป็นชั้นๆ ลดหลั่นไปและเชื่อมโยงติดต่อกับโบสถ์ที่อยู่บนยอดด้วยบันได)  

ตั้งแต่ 2500 ปีก่อนคริสตศักราช เป็นต้นมา เริ่มราชวงศ์แรกของเมืองเออร์ ผู้ก่อตั้ง คือ เมซานนี-ปาดดา เราเริ่มรู้จักเมืองเออร์ตั้งแต่มีการค้นพบหลุมศพของกษัตริย์และเชื้อพระวงศ์จำนวน 16 หลุม เมื่อค.ศ. 1922 ในหลุมศพมีการฝังเครื่องใช้สอยส่วนพระองค์ และข้าทาสบริวารที่สละชีพเพื่อไปรับใช้เจ้านายในโลกหน้าคล้ายกับจะทำตามอย่างเรื่องของอินานนา ซึ่งเป็นนักบวชสตรีกับเทพเจ้า ดูมูซิ ที่แสดงเป็นตัวแทนของกษัตริย์มาแต่งงานด้วยกัน และจบชีวิตด้วยวิธีนี้

ประมาณ 2500-2360 ปีก่อนคริสตศักราช เริ่มราชวงศ์แรกของเมืองลากาซผู้ก่อตั้งชื่อพระเจ้าเออร์-นานเซ โอรสของพระองค์ ชื่อ เอียนนาตุม โปรดให้จารึกแผ่นหินเป็นที่ระลึกในการที่พระองค์ชนะสงครามต่อเมืองอุมมา หินนี้เรียก Stele des Vautours ค้นพบที่เมืองเทลโล ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟเวรอ ประเทศฝรั่งเศส กษัตริย์องค์ต่อมาชื่อ เอนเตเมนา ปราบพวกพระที่สนับสนุนลูกาลันดา กษัตริย์องค์ที่ 4 ของราชวงศ์ให้ขึ้นครองบัลลังก์ แต่กบฎคือ อูรูกาจินา ขึ้นครองราชย์และจัดระบบสังคมใหม่ สุดท้ายพวกพระที่ไม่พอใจกษัตริย์ร่วมกันสนับสนุนลูกาซากกิสิแห่งเมืองอุมมา ให้มาครองเมืองลากาซ เออร์ อุรุก กิซ นิปปูร์ และขยายอาณาเขตออกไปจนถึงทะเลเมดิเตอร์เรเนียน พระองค์เป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของซูเมอร์ก่อนที่จะพ่ายแพ้แก่จักรวรรดิอัคคัด

อัคคัด (อยู่เหนือซูเมอร์) 
2350-2300 ปีก่อนคริสตศักราช พระเจ้าซาร์กอนแห่งอัคคัด เป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ได้รับชัยชนะเหนือดินแดนเมโสโปเตเมีย ซีเรีย เอเซียไมเนอร์ทั้งหมด และอีลาม (ที่อิหร่าน) ความสามารถของพระองค์อยู่ที่การใช้เทคนิคใหม่ในการทำสงครามด้วยการใช้หอก ศร และธนู (เป็นเทคนิคของคนในดินแดนสเตป คือ เขตดินปนทรายและเป็นทุ่งหญ้าในยูเรเซีย) แทนที่จะใช้อาวุธหนักๆ ของสุเมเรียน มีการสร้างนครรัฐขยายใหญ่เป็นศูนย์กลาง การบันทึกทางราชการใช้ภาษาอัคคาเดียน ย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่อากาเด ฐานะของกษัตริย์เปรียบเหมือนกษัตริย์ปนพระเจ้า มีเทพเจ้าที่เคารพบูชา คือ อิชการ์ และซามาซ คือ เทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ หรือพระสุริยะ เมื่อพระเจ้าซาร์กอนสวรรคต เกิดการจราจล นาราม-สิน ผู้เป็นหลาน (2270-2230 ปีกอ่นค.ศ.) ขึ้นครองราชสมบัติ ทรงปฏิบ้านเมือง ทำสงครามกับพวกที่อยู่ในคาบสมุทรอาราเบียทางตอนใต้ กับพวกที่อยู่แถวภูเขาซาโกรส

2150-2050 ปีก่อนคริสตศักราช มีผู้รุกรานมาจากทางอิหร่าน แต่กษัตริย์เมืองอุรุคขับไล่ไป และทำการปฏิอาณาจักรสุเมเรียนขึ้นมาใหม่

2050-1950 ปีก่อนคริสตศักราช ราชวงศ์ที่สองของเมืองเออร์ มีกษัตริย์อยู่ 4 พระองค์ คือ เออร์-นามมู, ซูลจิ, ซู-ซิน, อิบบิ-ซิน ราชวงศ์นี้ซ่อมแซมและปรับปรุงอาณาจักรซูเมอร์และอากาเด พร้อมทั้งวัดทั่วราชอาณาจักร พระเจ้าซูลจิเข้าพิธีแต่งงานกับเทพธิดาอินานนาทำให้พระองค์กลายเป็นเทพเจ้า มีการสร้างหลุมศพสำหรับพระองค์และเชื้อพระราชวงศ์ที่เมืองเออร์ ภายใต้รัชกาลของพระเจ้าซู-ซิน มีพวกเซมิทตะวันตกเข้ามารุกราน และทำให้ต้องสร้างกำแพงเมืองขึ้นที่แถวแม่น้ำยูเฟรติสตอนกลาง ราชวงศ์ที่สองของเมืองเออร์ทำสัมพันธไมตรีทางการค้ากับประเทศอินเดีย อาณาจักรเออร์สลายไปเพราะพ่ายแพ้สงครามกับพวกอีลามและกับกษัตริย์เมืองมารี (ในซีเรียปัจจุบัน)

งานทางวรรณคดี เป็นสมัยที่วรรณคดีสุเมเรียนรุ่งเรืองที่สุด
เศรษฐกิจ เป็นฐานอำนาจทางการเมือง สมัยนี้การค้าเจริญมากคนนิยมสร้างวัดและนครวัด 

การเมือง มีระบบข้าราชการขนาดใหญ่ ต้นราชวงศ์ที่ 3 ของเมืองเออร์ พระเจ้ากูเดีย แห่งลากาซ   ทรงสถาปนาราชอาณาจักรสุเมเรียนขึ้นมาใหม่ และใช้การบริหารแบบเดิม มีการสร้างศาสนสถานขนาดใหญ่อยู่ทั่วไปเพราะพลเมืองร่ำรวยจากการค้ามาก

ตั้งแต่ 2000 ปีก่อนคริสตศักราช เป็นต้นมา พวกคานานซึ่งเป็นพวกที่มีเชื้อสายเซมิทเผ่าหนึ่งเข้ามารุกราน นำเอาวัฒนธรรมแบบเซมิทเข้ามามาก มีการสร้างนครวัดที่อิสิน ลาร์ท และบาบิโลน (Bab-ili = ประตูของพระเจ้า) แต่ภาษาสุเมเรียนยังคงเป็นภาษาที่ใช้กันอยู่ทั่วไปเหมือนดิม

ประวัติอารยธรรมเมโสโปเตเมีย เมื่อ 2000 ปีก่อนคริสตศักราช

จักรวรรดิอัสซีเรียตอนต้น (1800-1375 ปีก่อนคริสตศักราช) 
เมื่อประมาณ 2500 ปีก่อนค.ศ. พวกอัสซีเรียอาศัยอยู่แถวแม่น้ำไทเกอร์ตอนบน ลักษณะนิสัยเป็นนักรบ เข้มแข็งอดทน ต้นเนิดมาจากชนพื้นเมืองหลายเผ่าผสมกัน (นอกจากพวกสุเมเรียน) กับพวกเซมิติค อารยธรรมของพวกเขารับมาจากทางใต้ ชื่อ จักรวรรดิอัสซีเรีย และเมืองอัสสู มาจากชื่อเทพเจ้าอัสสู (Assour = เทพเจ้าอันสูงสุด) หลังจากที่ราชวงศ์ที่ 3 ของเมืองเออร์ล่มสลาย อัสซีเรียได้รับชัยชนะตั้งเมืองอัสสูและครองบาบิโลเนียทางตอนเหนือ (ราว 1800 ปีก่อนค.ศ.) เมื่อพวกฮิตไทท์เข้ามารุกราน ขัดขวางการค้ากับทางเหนือและทางตะวันตกเฉียงเหนือ ทำให้ประชาชนมีรายได้น้อยลง จักรวรรดิอัสซีเรียจึงเสื่อมอำนาจ คนต่างชาติถือโอกาสเข้ามาครองเมือง คือพระเจ้านาราม-ซิน แห่งเอชนุนนา (กฎหมายของพระองค์มีชื่อมาก) แต่พระเจ้าชามชิ-อาดัดที่ 1 (1749-1717 ปีก่อนค.ศ.) นำราชบัลลังก์มาคืนได้ ราชอาณาจักรของพระองค์กว้างขยายไปยังดินแดนที่เป็นภูเขาทั้งหมด ส่วนหนึ่งของเมโสโปเตเมียและราชอาณาจักรมารี ทรงสร้างและรักษาสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ พระราชโอรสของพระองค์ชื่อ อิชเม-ดากานที่ 1 พ่ายแพ้ต่อพระจ้าริม-สิน แห่งลาร์ซา และภายหลังตกเป็นเมืองขึ้นของพระเจ้าฮัมมูราบีแห่งบาบิโลเนีย ประวัติของจักรวรรดิอัสซีเรียก่อน 1450 ปีก่อนค.ศ.ไม่ค่อยมีผู้ศึกษามากนัก ครั้งสุดท้ายอัสซีเรียกลายเป็นรัฐหนึ่งที่ขึ้นกับอาณาจักรมิตานนี (ในอิรักปัจจุบัน)

นครรัฐบาบิโลน

1728-1686 พระเจ้าฮัมมูราบี แห่งเมืองบาบิโลน
ตอนพระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์นั้นมีนครรัฐ 6 รัฐ กำลังทำสงครามกัน คือ ลาร์ซา เอชนุนนา บาบิโลน กาทนา จามซาด (เอเลปปัจจุบัน) และอัสสู นครรัฐลาร์ซา มารี และบาบิโลน นั้นร่วมกันทำสงครามต่อต้านนครรัฐเอชนุนนา อีลาม พวกชาวเขาและนครรัฐอัสสูมาเป็นเวลา 15 ปี เมื่อพระเจ้าฮัมมูราบีได้รับชัยชนะเหนือนครรัฐเพื่อนบ้านแล้ว จึงเกลี้ยกล่อมพระเจ้าริม-สิน แห่งลาร์ซา และซิมริลิมแห่งมารีให้เป็นพวกของพระองค์ พระเจ้าซิมริลิมพระองค์นี้เองที่เป็นผู้ก่อสร้างพระราชวังที่มีชื่อเสียงที่เมืองมารี ณ ที่นี้นักโบราณคดีขุดพบแผ่นดินเหนียวเล่าเรื่องราวต่างๆ ถึง 20,000 แผ่น ถือเป็นหลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญมาก

กฎหมายฮัมมูราบี บอกให้เราทราบถึงความห่วงใยที่พระเจ้าฮัมมูราบีมีต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพลเมืองของพระองค์ กฎหมายนี้ตั้งอยู่บนรากฐานของการกำหนดโทษผู้กระทำผิด การลงโทษสมัยนี้มีการโบยด้วยแซ่ ตัดสินประหารชีวิต (แทงด้วยของแหลม เผาไฟ ถ่วงน้ำ) ภาษาราชการในบาบิโลน คือภาษาอัคคาเดียน รับอิทธิพลทางวรรณคดีจากเมโสโปเตเมีย เทพเจ้าที่สำคัญมีมาร์ดุคแห่งบาบิโลน เทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ชามาช เทพแห่งความรักอิชทาร์ กษัตริย์ที่ครองราชย์ต่อจากพระเจ้าฮัมมูราบีเสียดินแดนทางใต้ และทำสงครามกับพวกคาสไซท์และฮูไรท์หลายครั้ง

1531 พระเจ้ามูร์ซิลที่ 1 ของพวกฮิตไทท์ปล้นและเผาบาบิโลน

1530-1160 สมัยคาสไซท์ ชาวอิหร่าน

1160 เมืองบาบิโลนถูกปล้นอีกครั้ง และอำนาจของพวกคาสไซท์ก็หมดลงเพราะแพ้ต่อพวกอีลาม (ที่ 13) จาก 1137 ปีก่อนค.ศ.เป็นต้นมา บาบิโลนรุ่งเรืองขึ้นอีกครั้งสมัยพระเจ้านาบุโคโดโนซอร์ที่ 1 (ราชวงศ์ที่ 4 ของบาบิโลน) ทรงปลดปล่อยบาบิโลน จากพวกอีลาม และทรงตั้งอาณาจักรใหม่ หลังรัชกาลของพระองค์ บาบิโลนก็ตกอยู่ภายใต้อำนาจของอัสซีเรียอีก

พวกฮูไรท์ 
 ดินแดนเมโสโปเตเมียตอนเหนือ ได้รับการรุกรานจากพวกฮูไรท์ที่มาจากแถวทะเลสาบแวน พวกนี้รุกรานต่อไปในอัสซีเรีย เมโสโปเตเมียทั้งหมด ตุรกี ซีเรีย เลบานอน ปาเลสไตน์ ทุกแห่งที่พวกฮูไรท์เข้าไปอยู่ จะไปในลักษณะชนชั้นเหนือกว่าผู้อื่น (Marjanni = นักรบ ; ภาษาอินเดียว่า มารจา = อัศวินหนุ่ม) เป็นเจ้าที่ดิน และที่ดินถือเป็นมรดกสืบสกุล แต่เจ้าของที่ดินมีสิทธิ์ยกให้ใครก็ได้ตามใจชอบ พวกนักรบฮูไรท์ใช้รถเทียมม้าอันเป็นสัญลักษณ์ของชนชั้นสูง

ด้านศาสนา เทพเจ้าที่สำคัญ คือ เตชุม (เทพเจ้าแห่งดินฟ้าอากาศ) เซปาท (เทพธิดาแห่งดวงอาทิตย์) และคูมาร์บิ (บิดาแห่งเทพทั้งหลาย) แต่ชนอารยันชั้นสูงบูชาเทพเจ้าอินเดีย คือ พระอินทร์ มิตรา และวรุณ

ด้านศิลปะ แผ่นหินสลักภาพนูนต่ำเรียงเป็นแถว และการสร้างบ้านตามยาวแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า

จักรวรรดิอัสซีเรียตอนกลาง (1375-1047 ปีก่อนคริสตศักราช)

1390-1364 กษัตริย์อัสซีเรีย เอริบา-อาดาด สมทบกับพวกฮิตไทท์ รุกรานอาณาจักรมิตานนี ภายหลังเกิดสงครามครั้งใหญ่เป็นโอกาสให้พวกอาร์เมเนียเข้ามาโจมตี อาณาจักรฮิตไทท์ล่มสลายลง อำนาจของอัสซีเรียเสื่อม
1112-1074 พระเจ้าเตกลาธฟาลาซาร์ที่ 1 เป็นผู้นำอำนาจอัสซีเรียกลับมาเหมือนเดิม จากนั้นทำสงครามขยายดินแดนขึ้นไปทางเหนือ ซีเรียต้องส่งส่วยให้อัสซีเรีย กษัตริย์องค์ต่อมาทำสงครามกับพวกอาร์เมเนีย
เทคนิคการทำสงคราม รถรบอยู่ตรงกลาง พลเดินเท้าและกองเสบียงสวมเกราะ ถือโล่ห์อยู่ตรงปีกซ้ายขวา มีการใช้เหล็กเมื่อประมาณ 1200 ปีก่อนค.ศ. ช่างตีเหล็กทำอาวุธของพวกฮิตไทท์เดินทางไปในกองทัพด้วย พวกฮิตไทท์เป็นเจ้าของดินแดนที่มีแร่เหล็กมาก
กฎหมายและการลงโทษ ตัดหรือเจาะหู ตัดริมฝีปากและนิ้ว ตัดอวัยวะเพศชาย ยางมะตอยราดหน้าให้เสียโฉม
ด้านเศรษฐกิจ การค้าแบ่งระหว่างวัด กษัตริย์ และขุนนาง การเกษตรกรรมรุ่งเรืองมาก มีการพัฒนาเทคนิคการไถนา

ประวัติอารยธรรมเมโสโปเตเมีย เมื่อ 1000 ปีก่อนคริสตศักราช

จักรวรรดิอัสซีเรียตอนปลาย (883-612 ปีก่อนคริสตศักราช)
พระเจ้าอัสสูร์นาซิปาลที่ 2 ขึ้นครองราชบัลลังก์ (883-859 ปีกอ่นค.ศ.) พระองค์ได้ชื่อว่า เป็นกษัตริย์ที่เหี้ยมโหดที่สุดของอัสซีเรีย ทรงขยายอาณาเขตไปกว้างไกลด้วยการทำสงครามกับเพื่อนบ้าน ทรงนำวิธีการทำสงครามแบบใช้กองทัพม้า เป็นครั้งแรก ทรงมีวิธีที่เหี้ยมโหดในการทำให้คนยอมรับพระองค์ คือ การทรมานร่างกายด้วยวิธีต่างๆ หรือไม่ก็ฆ่าเสียให้หมดสิ้น เมืองหลวงย้ายจากอัสซีเรียมาที่กาลาห์(เหนือเมืองอัสสู) ซึ่งพระองค์ก็ทรงสร้างพระราชวัง และนำเชลยสงครามมาไว้ที่นี่ โอรสของพระองค์ คือ พระเจ้าซาลมานาสาร์ที่ 3 (858-824 ปีก่อนค.ศ.) ทรงสนพระทัยซีเรียและปาเลสไตน์เพราะต้องการควบคุมเส้นทางการค้าจากแม่น้ำไทกริสและยูเฟรติสมายังทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทรงโจมตีเมืองดามัส (เมืองหลวงของซีเรียปัจจุบัน) แต่ไม่สำเร็จ ขณะนั้นที่เมืองนี้มีชาวอาร์เมเนียอยู่มาก ตอนนี้เองที่ในหลักฐานทางประวัติศาสตร์กล่าวถึงพวกมีดส์และพวกเปอร์เซีย (835 ปีก่อนค.ศ.) ปลายสมัยของพระองค์ ซามสิ-อาดัด ผู้เป็นโอรสก่อกบฎ แต่ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากบาบิโลเนียจึงทำการสำเร็จ และขึ้นเป็นกษัตริย์ซามสิ-อาดัด ที่ 5 และจากการช่วยเหลือนี้เองที่ทำให้อัสซีเรียต่อต้านพวกมีดส์ที่เข้ามารุกรานไว้ได้ ตอนนั้นพวกมีดส์ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่แถวทะเลสาบอูร์เมีย (ปัจจุบันอยู่ในอิหร่านตอนเหนือใกล้ทะเลสาบวาน)
810-806 ปีก่อนค.ศ. พระเจ้าเซริรามิส (ซามมูรามาท) ครองราชย์ทรงมีชื่อเสียงทั้งในและนอกประเทศ กษัตริย์ต่อจากพระองค์ทำสงครามกับพวกบาบิโลเนีย พวกมีดส์และโดยเฉพาะกับพวกอาณาจักรอูราตู (ที่ทะเลสาบวาน ปัจจุบันอยู่ในตุรกีตะวันตก)
745-724 ปีก่อนค.ศ. พระเจ้าเตกลาธฟาลาซาร์ที่ 3 ทรงตั้งอาณาจักรอัสซีเรียอันยิ่งใหญ่ ปราบเจ้าครองนครรัฐต่างๆ และทรงทำอาณาจักรให้เข้มแข็ง ทรงได้ชัยชนะเหนือพระเจ้าซาร์ดูร์ที่ 2 แห่งอูราตู และรุกรานซีเรียตอนเหนือ ดามัส และกาซา พระองค์กลายเป็นกษัตริย์ของบาบิโลนภายใต้พระนามว่า พระเจ้าปูลู กษัตริย์ต่อจากพระองค์ คือ พระเจ้าซาลมานาสาร์ที่ 5 ทรงไม่ลงรอยกับพวกพระ จึงถูกลอบปลงพระชนม์ที่ซามารี (เหนือเยรูซาเล็ม)
772-705 ปีก่อนค.ศ. พระเจ้าซาร์กอนที่ 2 (Sharroukin = กษัตริย์ผู้ทรงธรรม) ทรงฟื้นฟูด้านศาสนาและให้พวกพระมีอภิสิทธิ์เหมือนเดิมเช่นเดียวกับเชื้อพระวงศ์ ทรงชนะพวกนครรัฐของฮิตไทท์ ได้ครองอูราตู ทำสงครามกับพวกมีดส์ ขยายอำนาจเหนือบาบิโลน ชนะต่ออียิปต์ที่เมืองราเฟีย (เมืองริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ตั้งอยู่บนคาบสมุทรซีนาย) ทรงสร้างเมืองหลวงที่ดูร์-ซาร์รูคิน (หรือ โฆร์สาบัด เหนือเมืองกาลาห์) โอรสของพระองค์ คือ
พระเจ้าเซนนาเซริม (704-618 ปีก่อนค.ศ.) เป็นกษัตริย์ที่มีอำนาจเด็ดขาด เมื่อ 701 ปีก่อนค.ศ. ทรงทำให้แคว้นยูดา (เมืองหลวง คือ เยรูซาเล็ม) เข้ามาอยู่ในอำนาจ ทรงทำลายบาบิโลน ทรงขยายเมืองนินิฟ ซึ่งเป็นเมืองแรกของนครรัฐของพระองค์ด้วยการเกณฑ์ทหารในกองทัพมาเป็นจำนวนมาก (สร้างกำแพง 2 ชั้น สูง 25 เมตร มีหอสังเกตการณ์ 15 หอ) มีการขุดคลองยาวถึง 50 กิโลเมตร เพื่อให้คนมีน้ำใช้ทั่วถึง มีสะพานส่งน้ำยาว 280 เมตร และกว้าง 22 เมตร ความที่ทรงเป็นกษัตริย์ที่เข้มงวด จึงมีคนลอบปลงพระชนม์ โอรสองค์สุดท้อง คือ
พระเจ้าอัสสาร์ฮาดดอน (680-669 ปีก่อนค.ศ.) ขึ้นครองราชย์และทรงสร้างบาบิโลนใหม่ ทรงทำสัมพันธไมตรีกับพวกซิธ (เชื้อสายเดียวกับพวกอิหร่าน) ขับไล่ซิมเมเรียน (จากรัสเซียตอนใต้) ออกไปและรบชนะอียิปต์ได้ดินแดนจนถึงนูเบีย นับเป็นสมัยที่อาณาจักรอัสซีเรียกว้างขวางที่สุด
668-626 ปีก่อนค.ศ. พระเจ้าอัสสูร์บานิปาล ทำลายเมืองธีบส์ของอียิปต์ แต่เป็นเพราะอียิปต์อยู่ไกลมากจึงไม่อาจปกครองได้ ประกอบกับพระเชษฐาที่ครองบาบิโลนก่อกบฎ โดยได้รับความร่วมมือจากศัตรูของอัสสูร์ 648 ปีก่อนค.ศ. ทรงยึดบาบิโลนไว้ในอำนาจ 639 ปีก่อนค.ศ. ทำลายซูส (อีลาม) ทรงสร้างหอสมุดใหญ่ที่นินิฟ (มีแผ่นดินเหนียวบันทึกถึง 22,000 แผ่น เป็นบทกวี วรรณคดี ประวัติศาสตร์ ปรัชญา การแพทย์ ดาราศาสตร์ รายการสินค้าและบัญชี) ต่อมามีเรื่องไม่สงบในประเทศและพวกซีธเข้ามาบุกรุก ทำให้บ้านเมืองเสื่อม พระเจ้าซียาซาร์แห่งมีเดีย (มีดส์) และพระเจ้านาโบโปลาสซาร์แห่งบาบิโลนยึดอำนาจและทำลายเมืองทุกเมืองของพวกอัสซีเรีย ประชากรถูกฆ่าตายหมด

งานศิลปกรรม พระราชวังขนาดมหึมาพร้อมงานประติมากรรมตกแต่งที่ได้สัดส่วนกับขนาดของสถาปัตยกรรม มีที่เมืองนินิฟ กาลาห์ ดูร์-ซาร์รูคิน และอัสสูร์ (ภาพการล่าสัตว์ สงคราม และเทพเจ้า) ภาพเล่าเรื่องราวเป็นภาพประติมากรรมแบบนูนต่ำ

จักรวรรดิบาบิโลเนียตอนปลาย (625-539 ปีก่อนค.ศ.)
พวกคาลเดี้ยนพยายามชนะบาบิโลเนียจนสำเร็จหลังรัชกาลพระเจ้าอัสสูร์บานิปาล
625-605 ปีก่อนค.ศ. พระเจ้านาโบโปลาสซาร์ทรงเป็นกษัตริย์ครองบาบิโลน อีลาม เมโสโปเตเมียตะวันตก ซีเรีย และปาเลสไตน์ 604-562 ปีก่อนค.ศ. พระเจ้านาบุโคโดโนซอร์ที่ 2 ทรงเป็นนักการทูตที่ชาญฉลาด อาณาจักรของพระองค์รุ่งเรืองที่สุด ทรงขยายเมืองบาบิโลน สร้างถนนยาวหลายสาย สร้างประตูอิชทาร์ สร้างวัดอีสากิล สร้างพระราชวังที่งามที่สุด มีหอคอยเป็นชั้นๆ เรียกว่า อีเทเมนานกิ (หรือ ที่เรารู้จักกันในชื่อว่าหอบาเบล สูงถึง 90 เมตร) สมัยนี้ผู้มีอิทธิพลมีอำนาจเท่าเทียมกัน
598 ปีก่อนค.ศ. ทรงครองเยรูซาเล็มตามข้อตกลงระหว่างแคว้นยูดาและอียิปต์ (ยิวอพยพออกจากประเทศเป็นครั้งแรก) 587 ปีก่อนค.ศ. ทำลายเยรูซาเล็ม ต่อจากนั้นบ้านเมืองเสื่อมเพราะกษัตริย์ขัดแย้งกับสาวกของพวกเทพเจ้ามาร์ดุก ฝ่ายหลังเลือกพระเจ้านาโบนิดให้เป็นกษัตริย์ (553-539 ปีก่อนค.ศ.) ทรงได้ชื่อว่าเป็น ” นักโบราณคดีบนบัลลังก์ ” แต่ต่อมาไม่ลงรอยกับพวกพระทรงจำต้องออกจากบาบิโลนไป บาลธาซาร์เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทำหน้าที่แทนเป็นเวลา 10 ปี 539 ปีก่อนค.ศ. พระเจ้าซิรุสที่ 2 แห่งเปอร์เซียยึดบาบิโลน บาบิโลนกลายเป็นเมืองหนึ่งของเปอร์เซีย 331 ปีก่อนค.ศ. พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชแห่งกรีกยึดบาบิโลน   บาบิโลนรับอารยธรรมกรีกเฮเลนิสติก

โครงงานเรื่องปริศนาแห่งอียิปต์

 

โครงงาน เรื่อง ปริศนาแห่งอียิปต์

1)เหตุผลที่เลือกทำเกี่ยวกับโครงานนี้

ในโลกของเรามีสิ่งมหัศจรรย์ต่างๆมากมายที่ยังไม่สามารถหาคำอธิบายได้ชัดเจน ทั้งสิ่งมหัศจรรย์ต่างๆที่เป็นปริศนาทำให้ผู้จดทำเกิดความสงสัยขึ้น พีระมิดเป็นสถาปัตยกรรมอีกอย่างหนึ่ง ที่ทั้งนักโบราณคดี นักอียิปต์วิทยา นักประวัติศาสตร์ หรือแม้แต่คนทั่วไปพยายามที่จะไขปริศนาทั้งหมดของมัน ผู้จัดทำจึงได้จัดทำโครงงานเรื่องนี้ขึ้น

2)คำถาม

1. พีระมิดเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

2. พีระมิดมีไว้เพื่ออะไร

3.ทำไมจึงสร้างพีระมิดขึ้น

4.ขั้นตอนของการทำมัมมี่มีขั้นตอนการทำอย่างไร

5.สฟิงซ์ คืออะไร

พีระมิดแห่งอียิปต์

พีระมิดเกิดขึ้นมาได้อย่างไร
คำว่า “พีระมิด”มาจากคำว่า “Pyramid” ในภาษา กรีก ซึ่งแปลว่า
“ขนมเค้กข้าวสาลี” อาจเป็นเพราะพีระมิดมีลักษณะคล้ายกับขนมเค้กก็ได้ ชาว
กรีกเป็นผู้เริ่มใช้คำว่า พีระมิด ส่วนคำว่าพีระมิดในภาษาอียิปต์โบราณ เรียกว่า
“เมอร์” ( mer ) ในสมัยก่อน (ราชวงศ์ที่ 1 เรื่อยมาจนถึงปฐมกษัตริย์
แห่งราชวงศ์ที่ 3 ของอียิปต์) สุสานของฟาโรห์เป็นลักษณะที่เรียกว่า “มาสตาบา”
เป็นการสร้างสุสานอย่างง่ายๆ เป็นรูปสี่เหลี่ยมสร้างด้วยอิฐมีประตูหลอกหลาย
ประตู แต่มีประตูจริงเพียงบานเดียว ห้องเก็บพระศพเจาะป็นอุโมงค์ลึกไปตามผืน
ดินโดให้มีความลึกและเป็นความลับตามพระขององค์ฟาโรห์ จนกระทั่งสมัยของ
ฟาโรห์ซอเซอร์ การสร้างสุสานของฟาโรห์เริ่มเปลี่ยนแปลงไป โดยมีเสนาบดีอิม
โฮเทปเป็นผู้ออกแบบก่อสร้างพีระมิด โดยพีระมิดสมัยนั้น เรียกว่า “พีระมิดขั้น
บันได” ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นพีระมิดแท้ในที่สุด
สถานที่ตั้ง เมืองกิซา ประเทศอียิปต์
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้
มหาพีระมิดแห่งอียิปต์เป็นสิ่งมหัศจรรย์ยุคโบราณ เพียงสิ่งเดียวที่ยังคงสภาพ
เกือบสมบูรณ์เหมือนในอดีต ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์ ณ เมืองกิซ่า
ตอนเหนือของกรุงไคโร เมืองหลวงของประเทศอียิปต์ ประกอบไปด้วยพีระมิด
ใหญ่ 3 องค์ คือ พีระมิดที่บรรจุพระศพของฟาโรห์ คีออปส์ (Cheops)คีเฟรน
( Chephren) และไมเซอรินัส (Mycerinus)
พีระมิดเป็นสิ่งก่อสร้างรูปกรวยเหลี่ยมใช้เพื่อเป็นที่เก็บมัมมี่หรือพระศพของ
ฟาโรห์นั่นเอง แต่ก่อนจะมาเป็นพีระมิดนั้น ที่ฝังศพในยุคแรกๆของกษัตริย์และ
ราชวงศ์รวมถึงขุนนางชั้นสูง นิยมใช้หินก่อเป็นห้องลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้าหลังคา
แบนราบทับอยู่บนที่ฝังศพ เรียกกันว่ามาสตาบา (Mastaba) มีช่องทางลง
ไปยังที่เก็บศพหรือหลุมศพจากด้านหลังคา ภายในวาดภาพหรือสลักภาพต่างๆบอก
เล่าเรื่องราวของเจ้าของสุสาน ต่อมาฟาโรห์โซเซอร์ (Djoser)ในราชวงศ์
ที่ 3 ประมาณ 2,600 ปีก่อนคริสต์กาล พระองค์ได้มีคำสั่งให้อิมโฮเทปผู้เป็น
สถาปนิกและคนสนิทของพระองค์ ทำการออกแบบและก่อสร้างสุสานสำหรับบรรจุ
พระศพของพระองค์ให้ยิ่งใหญ่ขึ้น อิมโฮเทปจึงออกแบบให้เป็นมาสตาบาก่อซ้อน
กันขึ้นไป 6 ชั้นลดหลั่นกันทุกระดับ จึงถูกเรียกว่าพีระมิดขั้นบันไดหรือ
Step pyramid
พีระมิดแห่งกีซา
เป็นมหาพีระมิดที่นับว่าสวยงามที่สุด แลยิ่งใหญ่ที่สุด ประกอบด้วยพีระมิดของ
ฟาโรห์ทั้งส้น 3 พระองค์ คือ ฟาโรห์คูฟู ฟาโรห์คาฟรา และฟาโรห์เมนคารูเร
ฟาโรห์คูฟู หวังจะสร้างพีระมิดที่ยิ่งใหญ่เพียงแห่งเดียวโดยอาศัยประสบการอันช่ำ
ชองของผู้ที่คุมการก่อสร้าง
ต่อจากฟาโรห์คูฟู ผู้ที่สร้างพีระมิดที่กีซาก็คือฟาโรห์คาฟรา พระโอรสของ
ฟาโรห์คูฟูซึ่งนอกจากจะสร้างพีระมิดให้มีขนาดใกล้เคียงกับพีระมิดของฟาโรห์คูฟู
แล้วยังมีสฟิงซ์อีกด้วย และฟาโรห์เมนคารูเร พระโอรสของฟาโรห์ก็สร้างพีระมิด
องค็ที่สาม เป็นกลุ่มพีระมิดที่สวยที่สุดในโลก
หมู่พีระมิดแห่งกิซ่า (Giza Pyramid Complex)
พีระมิด (Pyramid) ใน ประเทศอียิปต์ มีมากมายหลายแห่งด้วยกัน
แต่ที่มีชื่อเสียงที่สุดจนอาจนับเป็นตัวแทนของพีระมิดอียิปต์ทั้งมวล ได้แก่
หมู่พีระมิดแห่งกิซ่า (Giza Pyramid Complex) ซึ่งประกอบไป
ด้วย
พีระมิดคูฟู (Khufu)
พีระมิดคูฟู หรือ มหาพีระมิดแห่งกิซ่า (The Great Pyramid
of Giza) หนึ่งเดียวในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ที่ยังคงเหลืออยู่ในปัจจุบัน
มีขนาดใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดในหมู่พีระมิดแห่งกิซ่า
พีระมิดคาเฟร (Khafre)
ตั้งอยู่ตรงกลางของพีระมิดทั้ง 3 และสร้างอยู่บนพื้นที่สูง ทำให้ดูเหมือนมีขนาด
ใหญ่ที่สุด และมีบางคนเข้าใจผิดว่าพีระมิดคาเฟรคือมหาพีระมิดแห่งกิซ่า ทางทิศ
ตะวันออกของพีระมิดคาเฟรมี มหาสฟิงซ์ (The Great Sphinx of
Giza) หินแกะสลักขนาดมหึมาที่มักปรากฏในภาพถ่ายคู่กับพีระมิดคาเฟร
พีระมิดเมนคูเร (Menkaure)
ขนาดเล็กที่สุดและเก่าแก่น้อยที่สุดในหมู่พีระมิดแห่งกิซ่า จากตำแหน่งการก่อ
สร้างทำให้คาดได้ว่า เดิมอาจตั้งใจสร้างให้มีขนาดใกล้เคียงพีระมิดคูฟู และพีระมิด
คาเฟรแต่ในที่สุดก็สร้างในขนาดที่เล็กกว่า พีระมิดเมนคูเรมักปรากฏในภาพถ่าย
พร้อมกับหมู่พีระมิดราชินีทั้ง 3 (The Three Queen’s Pyrami
ds)
พีระมิดทั้งสามสร้างเรียงต่อกันเป็นระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร ทางทิศ
ตะวันตกของกรุงไคโร เมืองหลวงของประเทศอียิปต์ในปัจจุบัน ด้วยโครงสร้าง
ใหญ่โตและลักษณะรูปทรงเรขาคณิตเฉพาะตัว ทำให้สามารถสังเกตเห็นได้จากระ
ยะไกล ทั้งนี้แม้แต่จากภาพถ่ายดาวเทียม
พีระมิดโซเซอร์(Djoser’s Pyramid)
พีระมิดขั้นบันไดของฟาโรห์โซเซอร์ที่เมืองซักคารา หรือ พีระมิดแห่งซักคา
รา (The Pyramid of Saqqara) นับเป็นพีระมิดแห่งแรกของ
อียิปต์ ที่ฟาโรห์โซเซอร์ (Djoser หรือ Zoser) แห่งราชวงศ์ที่ 3 เป็น
ผู้สร้างขึ้น โดยมี อิมโฮเทป (Imhotep) ที่ปรึกษาประจำองค์ฟาโรห์เป็น
สถาปนิกผู้ออกแบบ ลักษณะที่สำคัญคือเป็น พีระมิดขั้นบันใด (Step
Pyramid) ซ้อนกันรวม 6 ชั้น เปรียบเสมือนบันไดไปสู่สวรรค์ ส่วนพีระมิด
รุ่นหลังที่เป็นแบบมหาพีระมิดที่แต่ละด้านของพีระมิดลาดเอียงลงประมาณ 51
องศามีความชันน้อยกว่าและไม่เป็นขั้นบันได ก็ถือว่าเป็นการลาดของลำแสงดวง
อาทิตย์เช่นกัน ในขณะที่พีระมิดยุคต่อมาจะไม่มีลักษณะของขั้นบันไดให้เห็น ก่อน
หน้านี้สุสานของฟาโรห์จะสร้างอยู่ใต้ดินโดยปิดทับด้วยสิ่งก่อสร้างที่ไม่สูงมากนัก
เรียกว่า มัสตาบา (Mastaba)
พีระมิดไมดุม (Meidum Pyramid)
พีระมิดไมดุม สร้างโดยฟาโรห์สนอฟรู (Snofru) หรืออีกพระนามหนึ่ง
คือ ซเนเฟรู (Sneferu) ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ที่ 4 ของอียิปต์โบราณ เป็นพีระมิด
ที่พยายามพัฒนารูปแบบต่อจากพีระมิดขั้นบันไดของฟาโรห์โซเซอร์ โดยตั้งใจจะ
ก่อสร้างให้มีรูปร่างเป็นพีระมิดที่สมบูรณ์ แต่เกิดปัญหาพังทลายลงระหว่างการก่อ
สร้างเนื่องจากพื้นทรายด้านล่างรองรับน้ำหนักพีระมิดไม่ไหว นักประวัติศาสตร์
ส่วนหนึ่งเชื่อว่า ฟาโรห์สนอฟรูสร้างพีระมิดไมดุมนี้ให้กับ ฟาโรห์ฮูนิ (Huni)
ฟาโรห์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ที่ 3 ผู้เป็นพระราชบิดาของพระองค์
พีระมิดหักงอ (Bent Pyramid)
พีระมิดหักงอ (Bent Pyramid) หรือบางครั้งเรียกกันสั้นๆ ว่า
พีระมิดงอ สร้างขึ้นโดย ฟาโรห์สนอฟรู (Snofru) หลังจากการก่อสร้าง
พีระมิดไมดุมประสบความล้มเหลว เดิมมีเป้าหมายจะสร้างให้มีรูปร่างเป็นแบบ
พีระมิดที่สมบูรณ์ แต่เกิดปัญหาในระหว่างการก่อสร้างเนื่องจากแต่ละด้านของ
พีระมิดทำมุมชันมากเกินไปคือชันถึง 54 องศาทำให้ต้องเปลี่ยนแบบการก่อสร้าง
กลางคัน กลายเป็นพีระมิดที่แต่ละด้านหักมุมเปลี่ยนความชันที่ประมาณระหว่าง
กลางความสูงของพีระมิดเหลือความชัน 43 องศา นับเป็นพีระมิดที่มีชื่อเสียงอีก
แห่งหนึ่งเนื่องจากรูปร่างที่แปลกตาอย่างเห็นได้ชัดและแสดงถึงความสามารถของ
ผู้สร้างที่สามารถแก้ไขปัญหาการก่อสร้างที่เกิดขึ้นเมื่อกว่า 4,600 ปีมาแล้ว ประ
สบการณ์จากพีระมิดหักมุมนี้เอง ทำให้การก่อสร้างพีระมิดแห่งต่อมาประสบความ
สำเร็จ และส่งผลให้มีการสร้าง มหาพีระมิดแห่งกิซ่า ที่กลายเป็นหนึ่งเดียวของ
เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ที่ยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน
พีระมิดแดง (Red Pyramid)
พีระมิดแดงของฟาโรห์สเนเฟรู
พีระมิดแดง (Red Pyramid) สร้างโดยฟาโรห์สนอฟรู หลังจากพีระมิด
เมดุม และพีระมิดหักงอ นับเป็นพีระมิดที่มีรูปร่างสมบูรณ์แบบแห่งแรกของโลก
ด้านทั้ง 4 ของพีระมิดแดงทำมุมเอียง 43 องศาเท่ากับมุมเอียงในส่วนบนของพีระ
มิดหักงอ ซึ่งเท่ากับมีการนำบทเรียนจากการสร้างพีระมิดครั้งก่อนมาใช้นั่นเอง
พีระมิดแดงมีความสูงถึง 104 เมตร (341 ฟุต) หรือประมาณอาคารสูง 30 ชั้น
(เมื่อคิดความสูงที่ชั้นละ 3.5 เมตร) ฐานพีระมิดแต่ละด้านยาว 220 เมตร (722
ฟุต) หรือมีขนาดฐานเกือบเท่ากับมหาพีระมิดคูฟูแห่งกิซ่า นับเป็นพีระมิดที่มี
ขนาดใหญ่ที่สุดในพีระมิด 3 แห่งที่เมืองดาชูร์ (Dahshur)และในยุคสมัยที่
ก่อสร้างแล้วเสร็จยังนับเป็นสิ่งก่อสร้างสูงที่สุดในโลกในขณะนั้นอีกด้วย และเนื่อง
จากพีระมิดนี้สร้างโดยปิดผิวนอกด้วยหินแกรนิตสีแดงทำให้ได้ชื่อว่าพีระมิดแดง
จากสีหินแกรนิตนั่นเอง
ดังนั้นหากอยากเข้าใจถึงวิวัฒนาการของการสร้างพีระมิดให้ลึกซึ้ง จึงควรเริ่ม
ต้นการท่องเที่ยวที่เมืองซัคคารา (Sakkara) ซึ่งอยู่ห่างไปทางใต้ของกรุง
ไคโรราว 15 ไมล์ พีระมิดของฟาโรห์โซเซอร์ หรือพีระมิดขั้นบันไดแห่งเมือง
ซัคคารา มีความสูงวัดจากฐานถึงยอดประมาณ 200 ฟุต ฐานเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า
วัดจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตกยาว 411 ฟุต และวัดจากด้านเหนือสุดลงไปถึง
ทางใต้สุดของฐานยาว 358 ฟุต บริเวณใจกลางภายในโครงสร้างพีระมิดจะเป็น
มาสตาบาสูง 26 ฟุตก่อด้วยหินปูนธรรมดา ส่วนพวกขุนนางก็ยังคงฝังศพใน
มาสตาบาเช่นเดิม
ในยุคต่อมา ฟาโรห์สเนฟรู (Snefru) มีการก่อสร้างพีระมิดอีกหลาย
พีระมิดที่เมืองแดชชู (Dashur) ซึ่งอยู่ห่างจากซัคคาราไปอีกราว 20 ไมล์
โดยปรับให้ทุกด้านลาดเอียงขึ้นสู่ยอดพีระมิด ภายนอกฉาบผิวเรียบ พีระมิดอัน
หนึ่งที่ทรงสร้างมีองศาในการสร้างที่ค่อนข้างแปลก คือในส่วนล่างทำมุม 52º
กับพื้นดิน แต่ได้เปลี่ยนองศาการก่อสร้างในช่วงกลางของพีระมิดเป็น 43.2º
ไปจนถึงยอดพีระมิด ทำให้พีระมิดมีลักษณะโค้ง จนเรียกขานกันว่า พีระมิดโค้ง
หรือ Bend pyramid บ้างก็พูดว่าเป็นความล้มเหลวในการพยายามสร้าง
พีระมิดยุคแรก พีระมิดอีกอันหนึ่งที่ฟาโรห์สเนฟรูทรงสร้าง ทำมุม 43ºตลอดจน
ถึงยอดมีลักษณะพีระมิดสมจริงสูง 341 ฟุต ฐานแต่ละด้านกว้าง 722 ฟุต ถูกขนาน
นามว่า พีระมิดสีแดง (Red pyramid) มีโครงสร้างหลักมาจากหิน
reddish sandstone จะมองเห็นเป็นสีส้มอมชมพูเมื่อสะท้อนแสง
อาทิตย์ ถือว่าเป็นพีระมิดทรงสมจริงแห่งแรกของโลกก็ว่าได้
แต่พีระมิดที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นพีระมิดที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือ มหาพีระมิด
แห่งเมืองกิซา สร้างได้ลักษณะสมมาตรทำมุม 50º กับพื้นดินในทุกด้าน ด้าน
นอกฉาบผิวเรียบ สร้างในสมัยพระโอรสของฟาโรห์สเนฟฟรู ที่มีชื่อว่าฟาโรห์คูฟู
(Khufu) นั่นเอง ในราว 2,500 ปีก่อนคริสต์กาล ฟาโรห์คูฟูได้มีคำสั่งให้
ก่อสร้างพีระมิดสำหรับพระองค์ที่เขตเมืองกีซ่าชานเมืองไคโรในปัจจุบัน พีระมิด
แห่งนี้เดิมสูง 480.9 ฟุต แต่ปัจจุบันหักพังลงเหลือเพียง 455 ฟุต ฐานแต่ละด้าน
กว้าง 768 ฟุต ใช้หินทรายตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมหนักประมาณก้อนละ 2 ตันครึ่ง บาง
ก้อนหนักถึง 16 ตัน โดยการนำเอามาซ้อนกันขึ้นไป ซึ่งต้องใช้หินไม่น้อยกว่า
2,500,000 ก้อน รวมน้ำหนักกว่า 6,000,000 ตัน ส่วนฐานกินเนื้อที่ถึง 12
เอเคอร์หรือราว 20 ไร่ มีช่องทางแคบๆเจาะลึกเข้าไปภายในพีระมิด ไปจนถึง
ห้องโถงกลางสำหรับเก็บพระศพ ถัดจากมหาพีระมิดคูฟูเป็นพีระมิดของฟาโรห์
คาฟเร (Khafre) พระโอรสของฟาโรห์คูฟู มีขนาดเล็กกว่ามหาพีระมิดเล็ก
น้อยคือสูงประมาณ 471 ฟุต แต่จะมองเห็นสูงใหญ่กว่าเพราะสร้างอยู่บนเนินที่มี
ระดับสูงกว่าประมาณ 30 ฟุต ส่วนยอดของพีระมิดยังเห็นปูนฉาบเรียบหลงเหลือ
อยู่บ้าง ส่วนอื่นๆได้หลุดร่อนายไปตามกาลเวลา พีระมิดอันเล็กลงมาคือพีระมิด
ของฟาโรห์เมนคูเร (Menkaure) ซึ่งเป็นพระโอรสของฟาโรห์คาฟเร
ที่ว่าเล็กก็ยังสูงร่วม 60 ม. และยังมีพีระมิดราชินีเล็กๆอีก 3 หลัง นอกจากสิ่งก่อ
สร้างมหัศจรรย์ที่เรียกว่าพีระมิดแล้ว ยังมีรูปสลักหินขนาดใหญ่สูงกว่า 65 ฟุต
มีตัวเป็นสิงโตหัวเป็นคนนอนหมอบเฝ้าพีระมิดคาฟเร รู้จักกันไปทั่วโลกว่า
สฟิงซ์ (Sphinx) หลายคนเชื่อกันว่ารูปหน้าของสฟิงซ์คือพระพักต์ของฟา
โรห์คาฟเรเอง แต่ก็ไม่ทราบว่าพระองค์จะหล่อเหลาขนาดไหน เพราะใบหน้าของ
สฟิงซ์ได้หักพังไปตามกาลเวลาเช่นกัน ทั้งจากลมฝนแห่งทะเลทรายและการทำลาย
จากผู้รุกราน
สาเหตุในการสร้างพีระมิด
ชาวอียิปต์โบราณเชื่อเรื่อง “ชีวิตหลังความตาย” เมื่อตายไปแล้วจะมีโลกหน้า
เพื่อใช้ชีวิตยืนยงและจำเป็นต้องรักษาร่างกายหรือศพไว้ไม่ให้หายสาบสูญ จึงสร้าง
พีระมิดไว้เพื่อเก็บรักษาศพ และยังเชื่อเรื่องการติดตามฟาโรห์ไปยังโลกหน้า โดย
เชื่อว่าฟาโรห์คือพระเจ้า และเพื่อให้ดวงวิญญาณกษัตริย์ของพวกเขามีทุกสิ่งทุก
อย่างที่จำเป็นสำหรับโลกหน้าจึงได้ฝังทรัพย์สินและสิ่งของส่วนพระองค์ไปพร้อม
กัน ดังจะเห็นจากหลักฐานที่นักโบราณคดีค้นพบเป็นจำนวนมากในห้องเก็บ
สมบัติในพีระมิด ได้แก่ เพชรพลอย อาหาร เครื่องเรือน เครื่องดนตรี และ
อุปกรณ์ล่าสัตว์ รวมถึงหนังสือที่เขียนประวัติผู้ตายจารึกด้วยภาษาอียิปต์ลงบนกระ
ดานปาปิรุส ที่เรียกว่า “หนังสือของคนตาย” (Book of the Dead)
การก่อสร้างพีระมิดในอารยธรรมอียิปต์โบราณชาวนาชาวไร่จึงต้องการที่จะมีส่วน
ร่วมในการสร้างพีระมิด โดยหวังว่าเมื่อเสียชีวิตแล้วจะได้ตามฟาโรห์ไปใช้ชีวิตใน
โลกหน้า การสร้างพีระมิดในสมัยนั้นจึงเป็นการกระทำด้วยความเต็นใจไม่ได้มี
ใครบังคับขู่เข็ญ แต่เมื่อสมัยฟาโรห์คูฟู ความเชื่อนั้นก็ค่อยๆเลือนหายไป ฟาโรห์
ลดระดับจากพระเจ้าเป็นเพียงแค่มนุษย์ธรรมดา ทำให้การก่อสร้างพีระมิดในสมัย
นั้นเป็นการบังคับ ทั้งยังมีกาใช้แรงงานทาสอีกด้วย จากความยากลำบากในการ
สร้างและความยิ่งใหญ่งดงามอลังการจนยากที่จะเชื่อได้ว่า พีระมิดแห่งนี้สร้างขึ้น
มาจากมือของมนุษย์ธรรมดา นับเป็นเหตุผลที่เหมาะสมยิ่งที่ทำให้มหาพีระมิดแห่ง
อียิปต์ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกโดยไม่มีใครคัดค้าน
ความสำคัญของพีระมิดคือเป็นสถานที่ที่สร้างขึ้นสำหรับเก็บพระบรมศพของ
กษัตริย์แห่งอียิปต์โบราณ ขนาดของพีระมิดจะขึ้นอยู่กับความสำคัญของพระศพที่
บรรจุจะอยู่ภายใน กล่าวคือ ถ้าเป็นศพของกษัตริย์องค์สำคัญก็จะสร้างพีระมิดที่ให
ญ่โต แต่หากเป็นศพของคนที่ไม่สำคัญนักพีระมิดก็จะมีขนาดเล็กลงตามลำดับ
พีระมิดมีไว้เพื่ออะไร
จุดประสงค์ของการสร้างพีระมิดนั้นได้มีนักวิชาการหลายคนสันนิษฐานเอาไว้
แตกต่างกัน ตามความเชื่อของแต่ละบุคคล ดังนี้
1.พีระมิดสร้างขึ้นเพื่อสัญลักษณ์แห่งอำนาจกษัตริย์ เพื่อให้เห็นพลังและอำ
นาจของพระองค์แข็งแกร่งเปรียบเสมือนการสร้างอนุสรณ์สถานของตัวเอง แต่ก็
มีผู้แย้งว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะพระองค์สามารถแสดงด้วยวิธีอื่นมากมาย เช่น การ
สร้างวิหารอุทิศเทพเจ้า หรือสร้างรูปปั้นหินขนาดใหญ่โต เป็นการแสดงออกซึ่ง
อำนาจที่ยิ่งใหญ่ได้เช่นกัน ไม่จำเป็นต้องสร้างพีระมิดใหญ่โต
2.พีระมิดสร้างขึ้นโดยมนุษย์ต่างดาวเพื่อมิตรไมตรี บางกลุ่มเชื่อว่าผู้สร้าง
พีระมิดไม่ใช่ชาวอียิปต์อย่างแน่นอน น่าจะเป็นกลุ่มชนที่มีอารยธรรมสูงอย่างชาว
แอตแลนติสมากกว่า โดยสร้างขึ้นเป็นแหล่งอนุรักษ์วิทยาการต่างๆ บางกลุ่มเชื่อ
ว่าพีระมิดองค์ใหญ่ของอียิปต์ได้รับการออกแบบก่อสร้างจากมนุษย์ต่างดาว โดย
สร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพ
3.พีระมิดสร้างขึ้นเพื่อเป็นหอดูดาว โดยเฉพาะพีระมิดของคูฟู หรือมหา
พีระมิดแห่งกีซา ที่เปรียบเสมือนหอดูดาวของอียิปต์โบราณ เพราะช่องระบายอา
กาศได้ไปตรงกับตำแหน่งของดาวต่างๆ ได้แก่ กลุ่มดาวซีรีอัส กลุ่มดาวโอริออน
กลุ่มดาวเอลนิทัก และกลุ่มดาวทูบัน
4.พีระมิดสร้างขึ้นเพื่อเป็นสุสานของกษัตริย์ เป็นข้อที่ได้รับการยอมรับมากที่
สุดในหมู่นักประวัติศาสตร์ แต่ก็มีปริศนาก็คือ นักโบราณคดีไม่พบมัมมี่หรือซาก
มัมมี่ในห้องเก็บพระศพแต่ไปพบที่พีระมิดรองแทน นักประวัติศาสตร์บางคนให้
ความเห็นว่า ห้องเก็บพระศพเป็นเพียงห้องที่สร้างขึ้นเพื่อหลอกให้เข้าใจผิด ใน
ตอนแรกฟาโรห์ทรงสร้างพีระมิดขึ้นเพื่อเป็นสุสานของพระองค์จริงๆ แต่ระยะต่อ
มาถูกบุกรุกอย่างหนักจากผู้ที่เข้ามาขโมยสิ่งของ จึงหลบหลีกโดยสร้างที่เก็บพระ
ศพใหม่โดยไม่เปิดเผยให้ใครทราบหรืออาจแอบซ่อนไว้ในพีระมิดรองหรืออยู่ใน
มาสตาบาก็เป็นได้
ข้อสันนิษฐานที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง คือ มีผู้นำมัมมี่กษัตริย์ไปไว้ที่สุสาน
กษัตริย์ 40 ตน เพื่อปกป้องพระศพของฟาโรห์ไว้ไม่ให้สูญหาย
พีระมิดคอมเพล็กซ์
พีระมิดของฟาโรห์ จะไม่เกิดขึ้นเพียงลำพัง หากแต่มีสถาปัตยกรรมอื่นๆ อยู่
ด้วย โดยใช้ประกอบพิธีที่มีความแตกต่างกัน ซึ่งสิ่งก่อสร้างทั้งหมดรวม เรียกว่า
“พีระมิดคอมเพล็กซ์” (Pyramid Complex)
พีระมิดคอมเพล็กซ์ประกอบด้วย อาคารและสิ่งก่อสร้างหลักสามอย่างที่ใช้ใน
การประกอบพิธีศพโดยตรง คือ
วิหารหุบเขา จะตั้งอยู่ริมแม่น้ำไนล์ฝั่งตะวันตก หรือ อาจตั้งอยู่ริมคลองที่ขุด
เชื่อมกับแม่น้ำ เพื่อให้ขบวนพิธีสามารถจอดเทียบท่าได้สะดวก กิจกรรมที่ประ
กอบที่วิหารแห่งนี้มีหลายอย่าง แต่ยังเป็นที่ถกเถียงในหมู่นักประวัติศาสตร์วา
กิจกรรมเกิดขึ้นที่วิหรือ วิหารประกอบพิธีศพกันแน่
ทางเดินฉนวน เชื่อมวิหารหุบเขาริมแม่น้ำกับวิหารประกอบพิธีศพไว้ บาง
แห่งมีหลังคาและยังมีการสลักภาพสำคัญๆ บนผนังทางเดินอีกด้วย
วิหารประกอบพิธีศพ ใช้สำหรับชำระล้างร่างกายศพทำมัมมี่ และประกอบพิธี
ศพในขั้นแรก ปกติจะอู่ติดหรืออยู่ใกล้พีระมิด โดยมีทางเดินฉนวนเชื่อมต่อไปสู่
ห้องเก็บศพในพีระมิด รูปทรงการวางผังของวิหารประกอบพิธีศพไม่ต่างจากวิหาร
หุบเขามากนัก มักจะตั้งอยู่ทางตะวันออกของพีระมิด ซึ่งอาจจะมีส่วนเกี่ยวโยงกับ
ลัทธิการนับถือสุริยเทพก็เป็นได้สิ่งก่อสร้างที่มักปรากฏในพีระมิดคอมเพล็กซ์
ไดแก่
พีระมิดรอง เป็นพีระมิดของราชินีหรือเจ้าหญิงเจ้าชายแห่งอาณาจักรอียิปต์
โบราณ ในสมัยนั้นสามัญชนไม่สามารถสร้างสุสานเป็นพีระมิดได้นอกจากฟาโรห์
เพียงพระองค์เดียวส่วนพีระมิดรองเป็นของเชื่อพระวงศ์ระดับสูงเท่านั้น พีระมิด
บางแห่งมีพีระมิดรองเพียงพีระมิดเดียว บางแห่งก็มีสิบพีระมิด แต่บางแห่งก็ไม่มี
พีระมิดรองอยู่เลย
มาสตาบา เป็นสุสานของเชื้อพระวงศ์และข้าราชบริพารชั้นสูงโดยตั้งอยู่ใกล้ๆ
กับพีระมิด แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะอยู่ใต้ร่มเงาของฟาโรห์อย่างแท้จริง
มีการสร้างมาสตาบาอย่างเป็นระเบียบ มีการเรียงเอาตำแหน่งสำคัญๆไว้ใกล้กับ
พีระมิด และผู้มีฐานะต่ำกว่าก็จะอยู่ห่างจากพีระมิดออกไป
สฟิงซ์ สัตว์ลึกลับที่มีร่างกายเป็นสิงโตแต่หัวเป็นมนุษย์โดยมากเป็นเพศชาย
สร้างขึ้นมาจากหินปูนสีขาวแกะสลักเป็นรูปคนครึ่งราชสีห์ โดยมีใบหน้าเป็นคน
และมีตัวเป็นราชสีห์ สลักอยู่ในท่าหมอบเฝ้าหน้าพีระมิดคีออปส์ มีความสูงประ
มาณ 66 ฟุต สฟิงซ์บางตัวมีหัวเป็นสัตว์ เช่น แกะ เหยี่ยว ในสมัยราชอาณาจักร
ใหม่ การออกแบบทางเข้าประตูวิหารที่สำคัญๆมักจะมีตัวสฟิงซ์ตั้งเรียงเป็นทิวแถว
ยาวเหยียดทั้งสองข้างทางเดิน เพื่อเน้นทางเข้าสู่วิหารแห่งนั้นให้เหมือนแถว
ทหารของกองเกียรติยศ หลุมฝังเรือ ปัจจุบันกลับพบแต่หลุมฝังเรือที่ว่างเปล่า
เท่านั้น ยกเว้นสุสานของฟาโรห์คูฟูที่ค้นพบเรือใหญ่ที่สุดและสมบูรณ์ที่สุด สาเหตุ
ที่ฝังเรือไว้มีความเชื่อที่ว่า การเดินทางไปสู่โลกหน้าของเทพและเทวีต่างต้องใช้
เรือเป็นพาหนะทั้งสิ้น รวมถึงการเดินทางของผู้ตายทั้งหลาย ความหมายของการ
ฝังเรือก็คือ จัดหาพาหนะให้แก่ผู้ตายเพื่อใช้ในการเดินทางไปสู่โลกหน้าเช่นเดียว
กับสิ่งของอื่นๆ
คำสาปจากพีระมิด
ตุตันคาเมน ฟาโรห์อาถรรพ์
โฮเวิร์ด คาร์เตอร์ ได้ค้นพบทางเข้าไปในห้องเก็บพระศพของฟาโรห์ตุตันคา
เมน และได้ทำพิธีเปิดสุสานโดย ลอร์คาร์นาร์วอน เป็นประธานในพิธี หลังจาก
นั้นเดือนมีนาคม หลังจากนั้น ลอร์คาร์นาร์วอน ก็ตายเพราะไข้มาลาเลีย ซึ่งนาย
แพทย์ระบุว่า ถูกยุงกัดใบหน้าขณะเปิดประตูสุสาน ถัดมาอีกเดือนหนึ่ง นายเจ
กูลด์ ชาวอเมริกันที่อยู่ร่วนในการเปิดสุสานก็ตายด้วยโรคปอดบวมและในเดือน
กรกฎาคมปีเดียวกัน เจ้าชายชาวอียิปต์ที่ชื่อ ฟาร์บีเบย์ผู้อยู่ร่วมในการเปิดสุสาน
ครั้งนั้นด้วยก็ถูกชายาขององค์เองยิงสิ้นพระชน ตามด้วยนายเบดิค นักอียิปต์
วิทยาชาวฝรั่งเศสก็เสียชีวิตกะทันหัน สรุปแล้วมีผู้เสียชีวิตหลังจากที่ไปเปิดสุสาน
แห่งนี้ถึง 23 คน
สำหรับนายโฮเวิร์ด คาร์เตอร์ แม้จะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ผู้ใกล้ชิดและผู้
รวมงานคนสำคัญของเขาต่างก็ล้มหายตายจากไปอย่างไม่คาดฝันทั้งสิ้น และที่แผ่น
ศิลาหน้าห้องเก็บพระศพของโรห์ตุตันคาเมนมีจารึกคำสาปไว้ว่า “หากมีผู้ใดบัง
อาจลบนามของข้าบนแผ่นศิลานี้ออกมันผู้นั้นจะถูกเทพเจ้าลงโทษ โดยลบชื่ออก
ไปจากโลก และหากมันผู้ใดเคารพนามของข้าบนศิลานี้ มันผู้นั้นจะได้รับการตอบ
แทนากเทพเจ้าเช่นเดียวกับที่มันปฏิบัติต่อข้า
คำสาปจากฟาโรห์คูฟู
ศาสตราจารย์ ดร.จอร์จ เอ ไรสเนอร์ นักโบราณคดีที่เสียชีวิตอย่างปริศนาใน
มหาพีระมิดของฟาโรห์คูฟู เขาได้มาสำรวจบริเวณที่ราบกีซา ที่แห่งนั้นเขาได้ขุด
พบโบราณสถานมากามยหลายแห่ง และที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ สุสานของพระมารดา
ของฟาโรห์คูฟู พระนามว่า พระราชินีเฮเทเฟเรส ซึ่งพบของมีค่ามากมายอยู่ใน
นั้น นอกจากนี้ ดร.ไรสเนอร์ ยังเป็นคนแรกที่เริ่มตั้งสถานีวิทยุกระจายเสียง ซึ่ง
ออกอากาศจากห้องกษัตริย์ในมหาพีระมิด และต่อมาเขาก็ได้ล้มลงในห้องกษัตริย์
โดยไม่ทราบสาเหตุ และก็เสียชีวิตในเวลาต่อมา ดร.ไรสเนอร์ เป็นนักโบราณ
คดีอีกคนหนึ่งที่สังเวยชีวิตให้กับงานที่เขาค้นคว้าและพีระมิดที่เขาวิจัยอยู่นั่นเอง
นับว่าเป็นการตายที่แปลกประหลาดและจนทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครทราบสาเหตุ แต่
ชาวอียิปต์ก็เชื่อว่าเป็นเรื่องของอาถรรพ์และคำสาปอย่างแน่นอนตราบจนทุกวันนี้
นักโบราณคดีก็ยังดำเนินการค้นหาปริศนาของพีระมิดอีกต่อไปโดยไม่รู้ว่าเมื่อ
ไหร่ที่จะได้ค้นพบคำตอบที่แท้จริง แต่แม้ว่าจะต้องใช้เวลาทั้งชีวิตพวกเขาก็ยังเต็ม
ใจที่จะค้นหา ตราบใดที่พวกเขายังคงหลงเสน่ห์ความลึกลับและพิศวงของพีระมิด

ลำดับราชวงศ์และฟาโรห์แห่งอียิปต์

ปลายยุคก่อนราชวงศ์ราว 3100 ปีก่อน ค.ศ.
ในช่วงปลายยุคก่อนราชวงศ์ มีการแยกการปกครองออกเป็น 2 อาณาจักร คือ อียิปต์เหนือ และอียิปต์ใต้
อียิปต์เหนือ หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม “Red Land”
ประกอบด้วยอาณาเขตทางตอนล่างของแม่น้ำไนล์ รวมไปถึงทะเลทรายรอบข้าง
โดยมีผู้ปกครองดังนี้ สกอร์เปียนที่ 1 , โร , กา , คิง สกอร์เปียน
คิง สกอร์เปียน (King Scorpion) หรือ สกอร์เปียน ที่ 2 (Scorpion II) ฟาโรห์ผู้รวบรวมอาณาจักรอียิปต์ทั้งบนและใต้เข้าไว้ด้วยกัน ในราว 3,200 ปีก่อนคริสตกาล ในปลายยุคก่อนราชวงศ์ เป็นผู้ครองนครธีส (This) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณตอนกลางลุ่มน้ำไนล์ได้กรีฑาทัพ เข้ายึดครองนครรัฐต่าง ๆ ในอียิปต์บนและตั้งตนเป็นฟาโรห์แห่งอาณาจักรบน พระองค์ปรารถนาจะรวมอียิปต์เข้าด้วยกัน แต่กลับสิ้นพระชนม์เสียก่อน โอรสของพระองค์ (ข้อนี้นักประวัติศาสตร์ยังไม่แน่ใจนักแต่จากหลักฐานที่มีแสดงว่าทั้งสองพระองค์ น่าจะเกี่ยวดองกัน) ที่มีนามว่า นาเมอร์ (Namer) ได้สานต่อนโยบายและกรีฑาทัพเข้าโจมตีอียิปต์ล่าง จนกระทั่งมาถึงสมัยของ ฟาโรห์เมเนส (Menese) พระองค์สามารถผนวกทั้งสองอาณาจักรเข้าด้วยกันได้สำเร็จและ สถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นฟาโรห์พระองค์แรกของอียิปต์โดยตั้งเมืองหลวงที่ เมมฟิส (Memphis) ซึ่งอยู่ตอนกลางของลุ่มน้ำไนล์ ซึ่งนักประวัติศาสตร์ได้นับฟาโรห์เมเนสเป็นฟาโรห์องค์แรกแห่งราชวงศ์ที่ 1 ของอาณาจักรอียิปต์โบราณ
อียิปต์ใต้
อิยิปต์ใต้ หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม “Black Land” ประกอบด้วย
อาณาเขตทางตอนเหนือของแม่น้ำไนล์ รวมไปถึงพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์
มีผู้ปกครองดังนี้ ตีอู , เทช , เซคีอู , วาสเนอร์

 

ราชวงศ์ต้นๆราว 2950-2575 ปีก่อน ค.ศ.
ราชวงศ์ที่หนึ่ง
ฟาโรห์เมเนส เป็นฟาโรห์ที่เชื่อกันกว่าเป็นผู้เริ่มต้นของราชวงศ์ที่หนึ่ง
แห่งอียิปต์โบราณ เมื่อประมาณ 3,100 ปีก่อนคริสต์ศักราช ซึ่งมีความคล้ายคลึง
กับรอมิวลุส และรีมุส ผู้ก่อตั้งกรุงโรมและเป็นกษัตริย์พระองค์แรกแห่งกรุงโรม
นักโบราณคดีพบรูปภาพของฟาโรห์เมเนสเป็นจำนวนมากในประวัติของอียิปต์
โบราณ เจอร์ , เจต , เดน , อเนดจิบ , เซเมอร์เคต , กาอา
ราชวงศ์ที่สอง
โฮเตปเซเคมวี , เรเนบ , นินเอทเจอร์ , เพริบเซน , เซเคมอิบ ,
คาเซเคมวี
ราชอาณาจักรเก่าราว 2575-2510 ปีก่อน ค.ศ.
ราชวงศ์ที่สาม
โจเซอร์ , เนบกาที่หนึ่ง , คาบา , ฮูนิ
ช่วงต่อที่หนึ่งราว 2125-1975 ปีก่อน ค.ศ.
ราชวงศ์ที่สี่
สเนฟรู , คูฟู , เจดีเฟร , คาเฟร , เนบกาที่สอง , เมนเคอเร , เชปซีสกาฟ
ราชวงศ์ที่ห้า
ยูเซอร์คาฟ , ซาฮูเร , เนเฟออิร์คาเร , เชปเซสคาเร , เนเฟเรเฟร , นูเซอร์เร , เมนเคาฮอร์ , เจดคาเร , อูนาส
ราชวงศ์ที่หก
เตติ , เปปิที่หนึ่ง , เมเรนเรที่หนึ่ง , เปปิที่สอง , เมเรนเรที่สอง
ราชวงศ์ที่เจ็ดและแปด
กาคาเร , เนเฟอร์เคาเร , เนเฟอร์เคาฮอร์ , เนเฟออิร์คาเรที่สอง
ราชวงศ์ที่เก้าและสิบ
เมืองหลวงอยู่ที่ เฮเรคลีโอโพลิส
เมริอิบเร , เคติ , เมริคาเร , ไอติ
ราชวงศ์ที่สิบเอ็ด
เมืองหลวงอยู่ที่ ธีบส์
เมนทูโฮเตปที่หนึ่ง , อินโยเตฟที่หนึ่ง , อินโยเตฟที่สอง , อินโยเตฟ
ราชอาณาจักรกลางราว 1975-1640 ปีก่อน ค.ศ.
เมนทูโฮเตปที่สอง (เนปเฮเพเตร) , เมนทูโฮเตปที่สาม , เมนทูโฮเตปที่สี่
ราชวงศ์ที่สิบสอง
อเมเนมเฮตที่หนึ่ง , เซนุสเรตที่หนึ่ง , อเมเนมเฮตที่สอง , เซนุสเรตที่สอง
, เซนุสเรตที่สาม , อเมเนมเฮตที่สาม , อเมเนมเฮตที่สี่ , ราชินีโซเบคเนฟรู
ราชินีโซเบคเนฟรู เป็นฟาโรห์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ที่ 12 เป็นสตรีเพศ
นามราชินีโซเบคเนฟรู พระนางอาจเคยได้ปกครองเป็นผู้สำเร็จราชการร่วมกับ
อเมเนมเฮตที่ 4 มาก่อนที่จะได้ครองบัลลังก์โดยสมบูรณ์ ทรงมีพระสมัญญาว่า
“นางเหยี่ยวผู้เป็นที่รักของเร” รูปสลักบางชิ้นเป็นภาพนางสวมเครื่องแบบ
บุรุษบ้างก็เป็นเครื่องทรงแบบสตรี แต่ใช่ว่านางจะเป็นฟาโรห์หญิงเพียงคนเดียว
ในประวัติศาสตร์อียิปต์เพราะมีฟาโรห์หญิงอีกคนที่ทรงอำนาจที่ลือชื่อมากกว่า
ราชินีโซเบคเนฟรู นั่นคือ ราชินีฮัตเชปซุต
ราชวงศ์ที่สิบสาม
เวกาฟ , อเมเนมเฮตที่ห้า , ฮาร์เนดจ์เฮริโอเทฟ , อเมนีกีเมา , เซเบค
โฮเตปที่หนึ่ง , ฮอร์ , อเมเนมเฮตที่เจ็ด , เซเบคโฮเตปที่สอง , เคนด์เจอร์ ,
เซเบคโฮเตปที่สาม , เนเฟอร์โฮเตปที่หนึ่ง , เซเบคโฮเตปที่สี่ , เซเบคโฮเตปที่ห้า ,
อัยย์ (ราชวงส์ที่สิบสาม) ,
เมนทูเอมซาฟ , เดดูโมสที่สอง , เนเฟอร์โฮเตปที่สาม
ช่วงต่อที่สองราว 1630-1520 ปีก่อน ค.ศ.
ราชวงศ์ที่สิบสี่
เนเฮซี
ราชวงศ์ที่สิบห้าและสิบหก
ฟาโรห์เป็นชาวฮิกซอส เชชิ , คยาน , อเปปิ , คามูดิ
ราชวงศ์ที่สิบเจ็ด
เมืองหลวงอยู่ที่ ธีบส์
อินโยเตฟที่ห้า , เซเบคเอมซาฟที่หนึ่ง , เนบิเรเยรอว์ , เซเบคเอมซาฟที่สอง ,
ตาโอที่หนึ่ง , ตาโอที่สอง , คาโมส อาโมส อเมนโฮเตปที่หนึ่ง
ทุตโมสที่หนึ่ง
ฟาโรห์ทุตโมสที่ 1ในตลอดรัชสมัยของฟาโรห์ทุตโมสที่ 1 ได้ทรงนำกองทัพ
รุกเข้าพิชิตเมืองใหญ่น้อยในเขตปาเลสไตน์และซีเรีย จากนั้นจึงได้บุกเข้าทำลาย
ศูนย์อำนาจของชาวนูเบียที่ยู่ทางใต้จนราบคาบ แล้วจัดการกวาดต้อนแรงงานก่อน
จะผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิอียิปต์
ทุตโมสที่ 1ได้ทรงยกทัพลึกลงไปกว่าฟาโรห์องค์ใดๆในสมัยก่อนหน้า
และทรงกลับสู่อียิปต์โดยมีร่างไร้ชีวิตของผู้นำชาวนูเบียห้อยมากับหัวเรือเป็นการ
ประกาศพระราชอำนาจและเตือนสติผู้ที่หวังมาท้าทายพระองค์ไปในตัว ฟาโรห์ทุต
โมสที่ 1 สั่งให้สร้างอาคารและสลักพระนามแผ่นจารึกทั่วแผ่นดิน โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งในดินแดนแถบนูเบียที่พระองค์ที่พึ่งจะพิชิตได้ ขณะเดียวกันก็ทรงประกาศ
ความศรัทธาแด่เทพ อมุน-เร ด้วยการเสริมซุ้มประตูศิลามหึมาและลานกว้างของ
พระองค์เข้าไปยังมหาวิหารคาร์นัก
ทุตโมสที่สอง
ราชินีฮัตเชปซุต
ฟาโรห์หญิงฮัตเชปซุต (Hatshepsut) ราชินีมีเครา ทรงเป็น
ฟาโรห์พระองค์ที่ห้า ราชวงศ์ที่สิบแปดแห่งอียิปต์โบราณ ทรงเป็นผู้ปกครองโดด
เด่นในสมัยราชอาณาจักรใหม่ และพระนางทรงเป็นผู้ที่สร้างให้ราชอาณาจักรมั่น
คง แต่ทว่า ผู้ปกครองสมัยหลังกลับพยายามทำลายรูปสลักและพระนามจนเกือบ
หมดสิ้น เป็นฟาโรห์หญิงองค์แรกและองค์เดียวของอียิปต์ ครองบัลลังก์กว่า 21 ปี
ราชอาณาจักรใหม่ราว 1539-1075 ปี ก่อน ค.ศ.
ราชวงศ์ที่สิบแปด
ฟาโรห์ฮัตเชปชุตในชุดของเทพโอสิริส ณ วิหารฮัตเชปซุต เมืองลักซอร์
ทุตโมเสสที่สาม , อเมนโฮเตปที่สอง , ทุตโมสที่สี่ , อเมนโฮเตปที่สาม ,
อเคนาเตน (อเมนโฮเตปที่สี่)
ฟาโรห์อเคนาเตน (Akhenaten) หรือ อิคนาตอน
(Ikhnaton) หรือ อเมนโฮเตปที่สี่ (Amenhotep IV) หรือ
อเมโนฟิส (Amenophis) ฟาโรห์ลำดับที่ 10 แห่งราชวงศ์ที่สิบแปด
(Eighteenth dynasty)
ฟาโรห์อเคนาเตน มีมหเสีที่เป็นราชินีที่มีชื่อเสียงโด่งดัง คือ พระนางเน
เฟอร์ติติ (Nefertiti) และโอรสที่มีชื่อเสียงอีกเช่นกัน คือ ตุตันคาเมน
(Tutankhamun)
ฟาโรห์สเมงห์คาเร (Smenkhkare หมายถึง พลังอำนาจของวิญ
ญาณแห่งรา) ผู้ได้ครองบัลลังก์ต่อจากฟาโรห์อเคนาเตนเพียงช่วงระยะสั้น ๆ เป็น
ฟาโรห์ที่ลึกลับที่สุดในบรรดาฟาโรห์แห่งราชวงศ์ที่ 18 นักประวัติศาสตร์บางคน
สันนิษฐานว่า พระองค์อาจเป็นพระอนุชาของฟาโรห์อเคนาเตน บ้างก็อาจจะเป็น
พระนางเนเฟอร์ตีติที่ขึ้นครองราชย์เป็นฟาโรห์หญิงโดย เปลี่ยนพระนามใหม่เสีย
ด้วยซ้ำ แต่ไม่ว่าสเมงห์คาเรจะเป็นใคร เขาหรือเธอก็ปกครองอยู่เพียงไม่กี่ปี
(ประมาณ 1 ปี, ก่อนคริสต์ศักราช 1356 ปี – ก่อนคริสต์ศักราช 1355 ปี)
ราชินีอันเคตเคปรูเร
ตุตันคามุน
ฟาโรห์ ตุตันคามุน (Tutankhamun) หรือ ตุตันคาเมน เป็นฟาโรห์
องค์ที่ 12 ในราชวงค์ที่ 18 ของอียิปต์โบราณ ครองราชย์ระหว่าง 1325 – 1334 ปี
ก่อนคริสตกาล ก่อนหน้าขึ้นครองราชย์ใช้พระนามว่า “ตุตันคาเตน” อันหมาย
ถึงเทพอาเตน หรือสุริยเทพอวตารลงมา การบริหารบ้านเมืองจึงตกอยู่กับวิซิเออร์
อัยย์ (Vizier Ay) ฟาโรห์ ตุตันคาเมนได้ครองราชย์ในรัชสมัยของพระ
องค์ช่วงสั้นๆ ราว 9 ปี ก็สิ้นพระชนม์เสียก่อน เป็นเพราะฟาโรห์ตุตันคาเมน สิ้น
พระชนม์อย่างกะทันหัน วิซิเออร์ อัยย์จึงได้สร้างสุสานถวายแบบง่าย ๆ
ราวสองร้อยปีต่อมา มีการสร้างสุสานของฟาโรห์รามเสสที่ 6 ทับสุสานของ ฟา
โรห์ตุตันคาเมน ทั้ง ๆ ที่คนงานก็รู้แต่นึกว่าเป็นบุคคลธรรมดาจึงไม่ได้เสนอเบื้อง
บน จึงทำให้สุสานของฟาโรห์ตุตันคาเมนนี้ ปลอดภัยและนับเป็นสุสานที่สมบูรณ์
ที่สุด
ฟาโรห์ตุตันคามุนทรงได้เษกสมรสกับพระนางอันเคเซนามุน พระธิดาพระ
องค์ที่ 3 จากทั้งหมด 6 พระองค์ในพระนางเนเฟอร์ติติ ซึ่งเป็นมเหสีองค์แรกของ
ฟาโรห์อาเมนโฮเทปที่ 4 เจ้าหญิงจากมิตันนี (Mitanni) ซึ่งเป็นอาณาจักร
โบราณแห่งหนึ่งตั้งอยู่บริเวณทางเหนือของดินแดนเมโสโปเตเมีย
ฟาโรห์ตุตันคาเมน สวรรคตอย่างฉับพลันโดยไม่ทราบสาเหตุ ทั้งๆ ที่ยังมีพระ
ชนมายุยังไม่ครบ 19 ชันษา อีกทั้งไม่มีองค์รัชทายาท วิซิเออร์ อัยย์ จึงรีบฉวยโอ
กาสแต่งกับราชินีม่ายเพื่อจะได้ครอบครองดินแดนอียิปต์ต่อไป
ฟาโรห์อเคนาเตน ขึ้นครองราชย์ระหว่าง 1350 ปีก่อนคริสต์ศักราช และครอง
ราชย์อยู่นาน 17 ปี ปัจจุบัน นักประวัติศาสตร์เชื่อว่า พระองค์เป็นฟาโรห์องค์แรก
ที่ปฏิวัติความเชื่อในอาณาจักรอียิปต์ พระองค์ทรงนับถือพระเจ้าเพียงองค์เดียว คือ
อาเตน (Aten) (สุริยเทพ สันนิษฐานว่าเป็นไปได้ว่าอาจเป็นองค์เดียวกับ
รา) ถึงขนาดสร้างเมืองใหม่ที่ชื่อ อมาน่า (Amarna) ที่มีศาสนสถานขนาด
ใหญ่เพื่อบูชาเทพอาเตน พร้อมกับเปลี่ยนพระนามใหม่เป็น อเคนาเตน ด้วย เพื่อ
ให้เชื่อมโยงกับคำว่า อาเตน ซึ่งนักประวัติศาสตร์เชื่อว่า การที่นับถือเทพเจ้าเพียง
องค์เดียวของพระองค์นั้น เป็นแรงบันดาลใจให้โมเสสเป็นกบฏต่อฟาโรห์รามเสส
ที่สอง (Ramesses II) ในอีกราว 50 ปี ต่อมา
ที่วิหารและราชวังในเมือง อมาน่า พระองค์ได้สร้างศิลปกรรมฝาผนังไว้อย่าง
ดีงาม ที่มีบทสรรเสริญเทพอาเตน แต่เมื่อพระองค์สวรรค์ลง เมืองอมาน่าแห่งนี้ก็
ได้ถูกทิ้งร้างทันที ทายาทรุ่นหลังได้ทำลายวิหารและบทสรรเสริญเหล่านี้เสีย รวม
ทั้งได้ประนาณพระองค์และทำลายรูปสลักพระพักตร์ของพระองค์ด้วย ซึ่งเชื่อว่า
ทั้งนี้เป็นเพราะต้องการทำลายหลักความเชื่อของการนับถือเทพเจ้าองค์เดียว
(Monotheism)
คำสาปของฟาโรห์ตุตันคาเมน
ลอร์ด คาเนวอน ได้ว่าจ้างคณะสำรวจของนายโฮเวิร์ด คาร์เตอร์ เพราะต้องการ
ให้มีการสำรวจสุสานฟาโรห์ เป็นคณะแรกที่ได้เข้าสู่สุสานของตุตันคาเมนในหุบ
ผากษัตริย์ เมืองลักซอร์ ในวันที่ 4 พ.ย. 1922 โดยคาร์เตอร์ใช้เวลาถึง 10 ปี ใน
การขุดค้นสุสานและค้นพบห้องเก็บพระศพ โลงพระศพที่ทำด้วยทองคำบริสุทธิ์
ช่วงต่อที่สามราว 1075-715 ปีก่อน ค.ศ.
ราชวงศ์ที่ยี่สิบเอ็ด
ทานิส , สเมนเดสที่หนึ่ง , อเมเนมนิซู , ซูเซนเนสที่หนึ่ง , อเมเนมโอเป ,
โอซอร์คอนที่หนึ่ง , ซิอามุน ซูเซนเนสที่สอง ปกครองโดยหัวหน้าพระ เมือง
หลวงอยู่ที่ ธีบส์ เฮริฮอร์ , พิอังคห์ , พิเนดเจมที่หนึ่ง , มาซาเฮอร์ตา ,
เมนเคเปอร์เร , สเมนเดสที่สอง , พิเนดเจมที่สอง , ซูเซนเนสที่สาม
ราชวงศ์ที่ยี่สิบสอง
ฟาโรห์เป็นชาวลิเบีย โชเชงค์ที่หนึ่ง , โอซอร์คอนที่สอง , ทาเคลอตที่หนึ่ง ,
โชเชงค์ที่สอง , โอซอร์คอนที่สาม , ทาเคลอตที่สอง , โชเชงค์ที่สาม , ปามิ ,
โชเชงค์ที่ห้า โอซอร์คอนที่ห้า ย้ายเมืองหลวงไปธีบส์ ฮาร์เซียเซ
ราชวงศ์ที่ยี่สิบสาม
ฟาโรห์เป็นชาวลิเบีย เมืองหลวงอยู่ที่ ลีออนโทโพลิส เปดิบาสเทต ,
โชเชงค์ที่สี่ , โอซอร์คอนที่สี่ , ทาเคลอตที่สาม , รูดามอน , อิยูพุด เมืองหลวงอยู่
ที่ เฮอร์โมโพลิส ,นิมลอต เมืองหลวงอยู่ที่ เฮเรคลีโอโพลิส เพฟต์เจาอวิบาสต์
ราชวงศ์ที่ยี่สิบสี่
เมืองหลวงอยู่ที่ ซาอิส
เทฟนัคห์เต บาเคนเรเนฟ
ราชวงศ์ที่ยี่สิบห้า
ฟาโรห์เป็นชาวนูเบีย เมืองหลวงอยู่ที่ ธีบส์ คาชทา , ปิเย
ช่วงยุคปลายราว 715-332 ปีก่อน ค.ศ.
ฟาโรห์เป็นชาวนูเบีย ชาบากา , เชบอิทกู , ทาฮาร์กา , ทันทามานิ
ราชวงศ์ที่ยี่สิบหก
เมืองหลวงอยู่ที่ ซาอิส
พซัมเตกที่หนึ่ง , เนโคที่สอง , พซัมเตกที่สอง , อพริส , อมาซิส , พซัมเตกที่สาม
ราชวงศ์ที่ยี่สิบเจ็ด
ฟาโรห์เป็นชาวเปอร์เซีย แคมไบซีส , ดาริอุสที่หนึ่ง , เซอร์ซีส ,
อาตาเซอร์ซีสที่หนึ่ง , ดาริอุสที่สอง
ราชวงศ์ที่ยี่สิบแปด
ชาวเปอร์เซียถูกขับออกไป อไมร์เตอุส
ราชวงศ์ที่ยี่สิบเก้า
เนเฟอริเตสที่หนึ่ง , ซัมมูธิส , ฮาคอร์ , เนเฟอริเตสที่สอง
ราชวงศ์ที่สามสิบ
เนคทาเนโบที่หนึ่ง , เจดฮอร์ , เนคทาเนโบที่สอง
ราชวงศ์ที่สามสิบเอ็ด
ฟาโรห์เป็นชาวเปอร์เซีย
อาตาเซอร์ซีสที่สาม , อาซีส , ดาริอุสที่สาม
ยุคกรีก-โรมัน ราว 332 ปีก่อน ค.ศ.395
ราชวงศ์มาซิโดเนีย ราว 332-305 ปีก่อนคริสตกาล
อเล็กซานเดอร์มหาราช อเล็กซานเดอร์มหาราช (อังกฤษ:
Alexander the Great กรีก: Megas Alexandros)
หรือ อเล็กซานเดอร์ที่ 3 ประสูติเมื่อ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 187 ที่เมืองเพลล่า
(Pella) ตอนเหนือของมาซีโดเนีย สวรรคต ในวันที่ 10 มิถุนายน
พ.ศ. 220 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ของอาณาจักรมาเซโดเนีย และเป็น
จักรพรรดิ ที่ขยายจักรวรรดิได้ถึงครึ่งโลกในสมัยโบราณ
ทรงพระเยาว์
อเล็กซานเดอร์มหาราชเป็นพระโอรสของพระเจ้าฟิลิปที่ 2 แห่งมาร์ซีโดเนีย
กับพระนางโอลิมเปียส พระองค์เป็นศิษย์ของอริสโตเติล ผู้เป็นมหานักปราชญ์
แห่งโลกตะวันตก เมื่อยังทรงพระเยาว์ พระองค์สามารถปราบพยศม้าสีดำตัวหนึ่ง
ที่ไม่มีใครปราบได้ ทำให้พระเจ้าฟิลิปที่ 2 อุทานว่า ” มาซิโดเนีย เล็กเกินไป
แล้วสำหรับเจ้า ” และทรงซื้อม้าตัวนี้ให้แก่พระองค์ พระองค์ตั้งชื่อม้าตัวนี้ว่า
บูซาเฟลัส แปลว่า หัววัว ซึ่งต่อมาบูซาเฟลัสเป็นม้าคู่พระทัยพระองค์ และทรงใช้
ทำศึกเสมอมา
เมื่อพระเจ้าฟิลิปส์ที่ 2 ถูกลอบปลงพระชนม์ เหล่านายทหารในกองทัพจึงสนับ
สนุนให้อเล็กซานเดอร์ ซึ่งในขณะนั้นอายุเพียง 20 ปี ขึ้นครองบัลลังก์เป็นกษัตริย์
องค์ใหม่ของมาเซโดเนีย
หลังขึ้นครองราชย์ อเล็กซานเดอร์ได้แผ่ขยายอาณาเขตของอาณาจักรมาซีโด
เนียไปอย่างมาก โดยอเล็กซานเดอร์ใช้เวลาประมาณ 10 ปีในการตีได้ทั้ง
จักรวรรดิเปอร์เซีย, อาณาจักรบาบิโลน และดินแดนบางส่วนที่เป็นประเทศอิน
เดียในปัจจุบัน เชื่อว่าพระองค์ทรงเชื่อว่าพระองค์เป็นบุตรของซุส เทพบดีทั้งมวล
ตามความเชื่อของชาวกรีกโบราณ พระองค์สืบเชื้อสายมาจากอคิลลิส วีรบุรุษในตำ
นานสงครามเมืองทรอย และในการรบทุกครั้งพระองค์จะพกคัมภีร์มหากาพย์อีเลีย
ดอันเป็นคำภีร์ที่ทรงอิทธิพลต่อความเชื่อของชาวกรีกโบราณไว้ในเสื้อเกราะตลอด
เวลา แม้กระทั่งตอนบรรทมก็จะเอาหนุนศีรษะ
รูปร่างลักษณะ
ไม่มีใครรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วอเล็กซานเดอร์มหาราชมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่าง
ไร แต่โดยทั่วไปแล้ว เชื่อว่าพระองค์เป็นชายหนุ่มรูปร่างเล็ก ไม่มีหนวดมีเครา
แทบไม่มีเค้าว่าเป็นนักรบผู้ยิ่งใหญ่เลย ผมของพระองค์เป็นสีบลอนด์หยิกเป็น
ลอน บ้างก็บอกว่าดวงตาของพระองค์ข้างหนึ่งเป็นสีฟ้า อีกข้างเป็นสีดำ เป็น
สัญลักษณ์บอกว่าในภายภาคหน้าพระองค์จะเป็นผู้ครองทั้งยุโรปและเอเชีย บ้างก็
บอกว่า โดยปกติแล้วเมื่อทรงประทับอยู่กับที่ คอของพระองค์จะเอียงเล็กน้อยพองาม
คำทำนาย
เมื่อพระองค์กรีฑาทัพสู่อียิปต์ และกลายเป็นฟาโรห์องค์แรกของอียิปต์ที่ไม่ใช่
ชาวอียิปต์ มีคำทำนายของร่างทรงที่เมืองสิวะว่าพระองค์เป็นบุตรของเทพอาน่อน
ซึ่งเชื่อว่าคือเทพองค์เดียวกับซุสของกรีซ จึงทำให้รูปปั้นหรือรูปลักษณ์ของ
พระองค์ในบางครั้งจะมีเขาคล้ายกับเขาแกะซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเทพอาน่อนด้วย
การรบที่กัวกาเมล่า
เมื่อต้นเดือนตุลาคม พ.ศ. 212 พระองค์ยาตราทัพสู่อาณาจักรเปอร์เซียเพื่อท้า
รบกับกษัตริย์ดาไรอุสที่ 3 แห่งเปอร์เซีย ที่เชื่อว่าเป็นผู้จ้างคนลอบสังหารพระเจ้า
ฟิลิปที่ 2 พระบิดาของพระองค์ ทัพของทั้งคู่เผชิญหน้ากันที่กัวกาเมล่า (อยู่ใกล้กับ
ประเทศอิรักในปัจจุบัน) โดยที่กองทัพของอเล็กซานเดอร์มหาราชมีเพียง 20,000
เท่านั้น ขณะที่กองทัพเปอร์เซียมีนับแสน แต่ด้วยความกล้าหาญของทหารมาซิโด
เนียทุกคน กับการวางแผนการรบที่ชาญฉลาดอเล็กซานเดอร์มหาราช ทำให้
พระองค์ได้รับชัยชนะแม้จะสูญเสียเป็นจำนวนมากก็ตาม ในการรบครั้งนี้นับเป็น
การรบที่มีชื่อของอเล็กซานเดอร์มหาราชที่สุด เนื่องจากพระองค์ทรงควบบูซา
เฟลัสบุกเดี่ยวฝ่ากองป้องกันของทหารเปอร์เซียขว้างหอกใส่กษัตริย์ดาไรอุส ทำ
ให้กษัตริย์ดาไรอุสตกพระทัย และหลบหนีขึ้นเขาไปในที่สุด ผลจากการรบครั้งนี้
ทำให้อเล็กซานเดอร์มหาราชได้เข้าสู่นครบาบิโลน ศูนย์กลางอาณาจักรเปอร์เซีย และได้เป็นพระราชาแห่งเอเชีย คลีโอพัตราที่ 7
ราชวงศ์ปโตเลมี ราว 305-30 ปี ก่อนคริสตกาล
ปโตเลมีที่ 1
ปโตเลมีที่ 2
ปโตเลมีที่ 3
ปโตเลมีที่ 4
ปโตเลมีที่ 5
ปโตเลมีที่ 6
ปโตเลมีที่ 7
ปโตเลมีที่ 8
ปโตเลมีที่ 9
ปโตเลมีที่ 10
ปโตเลมีที่ 11
ปโตเลมีที่ 12
2.เทพเจ้าแห่งอียิปต์
เทพรา
รา คือ เทพแห่งดวงอาทิตย์ใน ตำนานเทพเจ้าแห่งไอยคุปต์
ในช่วงที่มีการสร้างโลก เทพรา(Ra) เร(Re) อาเมน-รา(Amen-Ra)
หรือ อามอน-รา (Amon-Ra) ถือกำเนิดมาจากแม่น้ำแห่งเทพนุน กายล้อม
รอบด้วยกลีบดอกบัว ทุกวันเมื่อเข้าสู่ราตรีกาล เทพราจะกลับมาบรรทมในดอกบัวนี้
สัญลักษณ์ของพระองค์เป็นนกศักดิ์สิทธิ์ เรียกว่า นกเบนนู(Bennu bird)
เกาะที่ยอดพีระมิด ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งแสงอาทิตย์
เทพราเป็นดั่งบิดาแห่งมวลมนุษย์และสรรพสิ่งทั้งหลาย ทรงสร้างเทพชู เทพ
แห่งลม เทวีเตฟนุต เทวีแห่งสายฝน เทพเกบ เทพแห่งปฐพี เทวีนุต เทวีแห่งท้อง
ฟ้าและเทพแห่งแม่น้ำนิลนาม เทพฮาปี
เทพรามีหลายพระนามด้วยกันคือ ในตอนเช้ามักถูกเรียกว่า เฆปรี(Khepri)
หรือ เฆเปรา(Khepera) เรียกว่าราในตอนกลางวัน และตุม(Tum)หรือ
อาตุม(Atum) ในตอนเย็น เทพราจะเสด็จออกจากเมืองเฮลีโอโปลิสพร้อมกับ
เหล่าเทพเจ้า โดยใช้เรือสุริยันเป็นยานพาหนะ เพื่อตรวจเยื่ยมราษฎรในแคว้น
ทั้ง 12 แคว้น ทำให้เกิดแสงอาทิตย์ตลอด 12 ชั่วโมงใน 1 วัน
มีตำนานเกี่ยวกับเทพราอีกมากมาย แต่ก่อนเทพราจะมีเฉพาะฟาโรห์เท่านั้นที่สัก
การะได้ บางครั้งสัญลักษณ์ของเทพราคือวงกลมหนุนอยู่บนเรือ แต่ส่วนมากมัก
เป็นมนุษย์ พระเศียรเป็นนกเหยี่ยว
เทพโอซีริส (Osiris)
คือหนึ่งในเทพของ ตำนานเทพเจ้าแห่งไอยคุปต์ เทพแห่งเกษตรกรรม
โบราณ ซึ่งผู้นับถือมาจากซีเรีย (Syria) ทรงเป็นพระโอรสองค์แรกของ
เทพเกบและเทวีนุต ทรงเกิดที่เมืองธีบส์ (Thebes) เมื่อทรงประสูติ มีเสียง
ร้องดังเข้าไปถึงในวิหารร้องว่า กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่และเพียบพร้อมได้ประสูติแล้ว
หรือเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดได้เข้ามาสู่แสงสว่างแล้ว กล่าวกันว่าเทพโอซีริส และเทวี
ไอซิสตกหลุมรักกันตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์ บางกรณีก็กล่าวว่าทั้งสองพระองค์ทรง
อภิเษกกัน และเทพโอซีริสได้บัลลังค์จากเทพเกบผู้เป็นบิดา ตามตำนานของเทพ
โอซีริส พระองค์ได้สอนศิลปวิทยาการทั้งหลายแก่มวลมนุษย์ โดยมีเทพธอธเป็นผู้
ช่วย ในช่วงที่เทพโอซีริสไม่อยู่นั้น เทพเซ็ตซึ่งเป็นพระอนุชาคิดกบฎ อยากได้บัล
ลังค์และตัวเทวีไอซิส ทั้งยังต้องการเปลี่ยนกฏระเบียบใหม่ แต่เทวีไอซิสรู้ทันทุกครั้ง
ครั้งเมื่อเทพโอซีริสเสด็จกลับมาไม่นาน เทพเซ็ตและอาโส (Aso)ราชินี
แห่งเอธิโอเปียและกบฏอีก 72 คน ได้ร่วมกันล้มล้างเทพโอซีริสจนสำเร็จ ร่างของ
เทพโอสซีริสถูกจับโยนลงแม่น้ำนิล เทวีไอซิสพยายามค้นหาจนพบแล้วใช้พลังมา
ยิกของพระนางร่วมกับความช่วยเหลือของเทพธอธเทวีเนฟธีสเทพอานูบิสและ
เทพฮอรัส ทำให้เทพโอซีริสซึ่งได้เดินทางไปยังโลกแห่งความตายหรือมตภพดู
อัตแล้วกลับมามีชีวิตอีกครั้ง แต่พระองค์อยากปกครองโลกแห่งความตายมากกว่า
ดังนั้นจึงยกราชสมบัติให้เทพฮอรัสผู้เป็นโอรสแทน
สัญลักษณ์ของพระองค์มักเป็นชาย ประทับยืนอยู่หรือประทับนั่งบนบังลังค์
หรือวาดเป็นมนุษย์กำลังลุกจากแท่นตั้งศพ หรือเป็นกษัตริย์พระหัตถ์โผล่ขึ้นมา
จากผ้าพันมัมมี่ ถือแส้เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจสูงสุด พระวรกายเป็นสีแดงแสดงถึงพื้นดิน หรือสีเขียวที่แสดงถึงพืชพันธุ์ ทรงสวมมงกุฏสีขาวแสดงถึงไอยคุปต์ตอนบน และมีขนนกสีแดงสองเส้นแห่งเมืองบูสีริส(Busiris) ประดับอยู่ บางครั้งจะสวมวงสุริยะและเขาสัตว์
เทพฮอรัส
คือหนึ่งในเทพของ ตำนานเทพเจ้าแห่งไอยคุปต์
เทพฮอรัส(Horus) ทรงเป็นพระโอรสของเทพโอซีริส และเทวีไอซิสและ
เป็นพระสวามีของเทวีฮาธอร์ทรงเป็นเทพที่เกิดจากการรวมกันของเทพนกเหยี่ยว
และเทพแห่งแสงสว่างทรงมีพระเนตรขวาเป็นดวงอาทิตย์และพระเนตรซ้ายเป็น
ดวงจันทร์สัญลักษณ์ของเทพฮอรัสคือเป็นมนุษย์ที่มีศีรษะเป็นนกเหยี่ยวทรงสวม
มงกุฎสองชั้นหรือแกะสลักเป็นรูปวงสุริยะมีปีกอยู่ที่รั้ววิหารประจำพระองค์หรือ
คือนกเหยี่ยวกำลังบินอยู่เหนือการสู้รบของฟาโรห์ที่อุ้งเล็บมีแส้แห่งความจงรัก
ภักดีและแหวนแห่งความเป็นนิรันดร์อยู่
เทพฮอรัสทรงมีพระนามมากมายตามท้องที่ที่สักการะและความเชื่อ เช่น
เทพฮาโรเอริส(Haroeris) ฮอรัส เบฮ์เดตี (Horus Behdety) ฮาราเคตฮาร์มาฆิส(Harmakhis) และ ฮาร์สีเอสิส(Harsiesis)
เทพอานูบิส
คือหนึ่งในเทพของ ตำนานเทพเจ้าแห่งไอยคุปต์
เทพอานูบิส(Anubis)เป็นพระโอรสของเทวีเนฟธีส และเทพโอสิริสทรง
มีสัญลักษณ์เป็นสุนัขหรือสุนัขจิ้งจอกซึ่งเป็นสัตว์ในทะเลทรายใกล้สุสานทรงได้รับ
ความเคารพมากในไอยคุปต์โดยเฉพาะในทะเลทรายแห่งตะวันตกที่เรียกว่าบ้าน
แห่งความตาย
ทรงเคยเป็นเทพแห่งความตายมาก่อนเทพโอสีริสและเป็นเทพแห่งความตาย
สำหรับฟาโรห์องค์แรกเทวีอีสิสทรงเลี้ยงพระองค์มาดั่งลูกในไส้เมื่อโตขึ้นเทพ
อานูบิสจึงเป็นผู้ปกป้องพระนาง
พระองค์เป็นผู้เสาะหาน้ำมันหอมหรือยาที่หายากในการทำมัมมี่ศพเทพโอสีริส
ร่วมกับเทวีอีสิสและเทวีเนฟธีสพระมารดาจากนั้นพระองค์จะทำพิธีศพให้เทพ
โอสีริสพิธีที่พระองค์ทรงคิดขึ้นนั้นเป็นรูปแบบพิธีการฝังศพในเวลาต่อมา
มีความเชื่อว่าเทพอานูบิสมีบทบาทสามอย่างคือ
* ทรงเป็นผู้ช่วยในการดองศพให้ถูกต้อง และสร้างองค์ประกอบขึ้นมาใหม่
* ทรงเป็นผู้รับมัมมี่ในหลุมศพเป็นการเปิดพิธีกรรม
* ทรงเป็นสื่อกลางในการนำวิญญาณไปที่สนามแห่งของขวัญจากฟ้า
โดยใช้มือปกป้องมัมมี่
ที่สำคัญที่สุดคือ ทรงเป็นผู้ช่วยในการชั่งวิญญาณโดยเป็นผู้ดูตาชั่งอย่างละ
เอียด ส่วนเทพธอธจะเป็นผู้บันทึกการตัดสินเมื่อถือว่าวิญญาณนั้นบริสุทธิ์แล้ววิญ
ญาณจะไปเข้าเฝ้าเทพโอสีริสเพื่อพิพากษาให้ไปสู่ในโลกแห่งวิญญาณใหม่หากไม่บริสุทธิ์จะถูกลงโทษอย่างโหดร้าย
เทพอานูบิสมีสัญลักษณ์เป็นชายมีศีรษะเป็นสุนัขจิ้งจอกหรือเป็นสุนัขคอย
ติดตามเทวีไอสิสหรือเป็นสุนัขจิ้งจอก หรือสุนัขชูคอหมอบอยู่ที่ฐานหรือบนหลุม
ศพ
เทวีไอซิส(Isis)
ทรงประสูติในวันที่ 4 ที่เพิ่มเข้ามา ทรงเป็นเทวีที่มักได้รับความเคารพคู่กับ
เทพโอซีริสกล่าวกันว่าทั้งสองพระองค์ให้กำเนิดเทพฮอรัสโดยการรวมตัวกัน
ในขณะที่เทพฮอรัสยังอยู่ในพระครรภ์หรือหลังจากเทพโอซีริสสิ้นพระชนม์แล้ว
ในช่วงที่เทพโอซีริสยังอยู่ พระนางมีบทบาทเพียงช่วยพระสวามีในการสร้าง
อารยธรรมแก่มวลมนุษย์ เพราะพระนางคือเทวีแห่งมารดร หลังจากเทพโอซีริส
วรรคตแล้วพระนางจึงมีบทบาทมากขึ้น ยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับพระนาง เทพโอซีริส
และพระโอรสอีกมากมาย
สัญลักษณ์ของเทวีไอซิสมีหลายแบบ พระนางอาจเป็นมนุษย์ที่มีศีรษะเป็นวัว
หรือมีดวงจันทร์สวมบนศีรษะ หรือสวมมงกุฎรูปดอกบัวและมีหูเป็นข้าวโพด
หรือถือขาแพะ สัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ แต่ถ้าเป็นรูปปั้นมักเป็นรูปพระ
มารดากำลังให้นมเทพเจ้าฮฮรัสอยู่ แสดงถึงการปกป้องเด็กๆจากโรคภัย บนศีรษะ
มีเขาสองเขาและมีวงสุริยะอยู่ตรงกลาง
คำว่าไอซิส(Isis) เป็นนามในภาษากรีกเป็นพระนามของเทวีที่มีชื่อ
เสียงโด่งดังที่สุดองค์หนึ่งของชาวไอยคุปต์ที่เรียกกันว่า เทวีเอเซ็ท
กล่าวกันว่าเมื่อเปรียบเทียบแล้วเทวีไอซิสเทียบเท่ากับเทวีดีมิเทอร์ เทวีแห่ง
โลกและเทวีเฮรา(Hera)หรืออีกพระนามซึ่งฟังแล้วคุ้นหูมากกว่าคือ
จูโน(Juno) รวมทั้งเทวีเซเลนเทวีแห่งดวงจันทร์ ซึ่งชาวกรีกก็นับถือพระนาง
ไอซิสด้วยเช่นกันเทวีไอสิส หรือปกป้องผู้ตายด้วยปีกที่แขนของนาง
เทวีเสลเคต (Selket) หรือเสร์คูเอต (Serquet)
เทวีแมงป่อง มีชื่อเสียงขึ้นมาโดยราชาแมงป่อง กษัตริยก่อนราชวงศ์ พระนาง
เกี่ยวข้องกับความอุดมสมบูรณ์ เพราะพระนางเป็นหนึ่งในเทวีผู้พิทักษ์ต้นน้ำทั้งสี่
แห่งแม่น้ำนิล หน้าที่ของเทวีเสลเคตคือ เป็นคนเฝ้างูอาโปฟิส ศัตรูของเทพราที่
ถูกมัดและขังไว้ใต้พิภพ พระนางเป็นชายาของเทพเนเฆบคาอู
(Nekhebkau) เทพแห่งงูใหญ่ มีแขนเป็นมนุษย์ ซึ่งบางครั้งก็ถือว่าเป็น
หนึ่งในเหล่าปีศาจซึ่งอาศัยอยู่ใต้โลก กล่าวกันว่าเทวีเสลเคตถูกมัดด้วยโซ่จน
สวรรคต แต่พระสวามีของเธอบางครั้งก็เป็นเทพที่ดี คอยให้อาหารแก่วิญญาณ
ของผู้ตาย ถ้าในกรณีนี้ เทวีเสลเคตก็เป็นเทวีที่ดีด้วย
โดยปกติแล้วเทวีเสลเคตจะช่วยเทวีไอสิสทำพิธีศพเทพโอสิริสและเป็นผู้ช่วย
คอยดูแลเทพโฮรุส พระนางจะประทับยืนอยู่กับเทวีอีสิสตรงปลายโลงศพ และเป็น
เทพ 1 ใน 4 ที่ประจำที่ไหเก็บเครื่องในมัมมี่ที่เก็บลำไส้
เทวีเสลเคตมีสัญลักษณ์เป็นมนุษย์ ศีรษะเป็นแมงป่อง หรือกายเป็นแมงป่อง
ศีรษะเป็นมนุษย์ บางครั้งก็เป็นเช่นเดียวกับอิมโฮเตป (Imhotep)เป็นหนึ่ง
ในมนุษย์เทพของ ตำนานเทพเจ้าแห่งไอยคุปต์
อิมโฮเตป
เป็นอัครเสนาบดีของฟาโรห์โจเสร์ (Djoser) ฟาโรห์องค์แรกหรือ
คนที่ 2 ของราชวงศ์ที่ 3 มีเมืองหลวงอยู่ที่เมืองเมมฟิส เป็นคนแรกที่บันทึกประ
วัติศาสตร์ของชาวไอยคุปต์ไว้ มีชื่อเสียงโด่งดังในความสามรถหลายอย่าง ทั้งเป็น
นักเขียน เป็นหมอ เป็นนักบวชที่เรียนรู้หลักคำสอนของเฮลีออโปลีเทนและเป็น
ผู้ที่ค้นพบหลักวิชาดาราศาสตร์และสถาปัตยกรรม
ความฉลาดปราดเปรื่องของอิมโฮเตปทำให้ประชาชนเชื่อถือว่าเขาเกี่ยวข้องกับ
เทพองค์สำคัญ อย่างเช่น เทพปตาฮ์และเทพธอธ
ชาวไอยคุปต์ทุกสมัยรู้จักผลงานทางด้านสถาปัตยกรรมของอิมโฮเตปในนาม
ของปิรามิดขั้นบันไดหรือมาสตาบาแห่งโจเสร์ที่
สักการา ใกล้ๆกับเมืองเมมฟิส พีระมิดชนิดนี้สร้างจากก้อนหินปูนที่นำมาจากเมือง
ตูรา (Tura) บนริมฝั่งตะวันออกของแม่น้ำนิล เป็นพีระมิดแห่งแรกที่ก่อ
สร้างด้วยหินล้วนๆ มีลักษณะเป็นขั้นบันไดขนาดใหญ่สำหรับกษัตริย์ขึ้นไปบน
ท้องฟ้า แวดล้อมด้วยวิหารที่ใช้สำหรับประกอบพิธีกรรมและสถานที่เฉลิมฉลอง
ของกษัตริย์มากมาย
สัญลักษณ์ของอิมโฮเตปเป็นนักบวชโกนศีรษะ นั่งหรือคุกเข่าบนม้วนกระดาษ
ปาปิรุส บางครั้งก็สวมกระโปรงยาวอย่างนักบวช ม้วนกระดาษปาปิรุสแสดงถึง
แหล่งของความรู้ ส่วนการแต่งกายอย่างนักบวชนั้นเป็นสัญลักษณ์ของความ
บริสุทธ์ทางศาสนา
อาเมนโฮเตป หรือ อาเมนโฮเตปที่ 3 เป็นหนึ่งในมนุษย์เทพของ ตำนานเทพ
เจ้าแห่งไอยคุปต์ เป็นอัครเสนาบดีแห่งอียิปต์โบราณ
อาเมนโฮเตป(Amenhotep) บุตรชายของฮาปู (Hapu)เป็นอัครเสนา
บดีที่ราชสำนักของฟาโรห์อาเมนโฮเตปที่ 3 ในราชวงศ์ที่ 18เขาคือหัวหน้าทาง
การทหาร แต่ก็เป็นสถาปนิกในการก่อสร้างสิ่งต่างๆหลายอย่าง
อาเมนโฮเตปได้รับความเคารพเนื่องจากเป็นสัญลักษณ์ของเนื้อแท้ประเพณี
เป็นชายผู้มีความรู้ปรากฏในหนังสือศักดิ์สิทธิ์ทุกเล่ม และเป็นเช่น เทพธอธผู้เลิศ
เลอเขาเป็นที่ปรึกษาที่สุขุมและเขียนหนังสือมายิกซึ่งแสดงให้เห็นถึงลักษณะตาม
ธรรมชาติของเทพธอธ
อาเมนโฮเตปที่ 3 ได้สร้างรูปปั้นของเขาในวัดประจำของเจาที่คาร์นัคและสร้าง
หลุมฝังศพสำหรับความเป็นนิรันดร์บนฝั่งแม่น้ำนิลตะวันตกที่เมืองงเธเบสฟาโรห์
ปโตเลมีที่ 4 สร้างวัดที่เมืองเดอีร์-เอล-เมดีนา (Deir el-Medina)รอบ
ๆหลัมฝังศพของอาเมนโฮเตป
ในวัดนี้ อาเมนโฮเตปและอิมโฮเตปจะได้รับการสักการะร่วมกันอาเมนโฮเตป
เกี่ยวข้องกับเทพโอสิริสและอามอน-ราเป็นพิเศษมีสัญลักษณ์เป็นมนุษย์มีหนวด
ถือม้วนกระดาษปาปิรุสอยูj
3.ศิลปะอียิปต์โบราณ (2650 ปีก่อน พ.ศ.-พ.ศ.501)
ชาวอียิปต์มีศาสนาและพิธีกรรมอันซับซ้อน แทรกซึมอยู่เป็นวัฒนธรรมอยู่ใน
สังคมเป็นเวลานาน มีการนับถือเทพเจ้าที่มีลักษณะอันหลากหลาย ดังนั้น งาน
จิตรกรรม ประติมากรรม และสถาปัตยกรรมส่วนมาจึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสนา
พิธีกรรม โดยเฉพาะพิธีฝังศพ ซึ่งมีความเชื่อ ว่าเมื่อตายแล้วจะยังมีชีวิตอยู่ในโลก
ใหม่ได้อีก จึงมีการรักษาศพไว้อย่างดี และนำสิ่งของเครื่อง ใช้ที่มีค่าของผู้ตาย
บรรจุตามลงไปด้วย
ลักษณะงานจิตรกรรมของอียิปต์ เป็นภาพที่เขียนไว้บนฝาผนังสุสานและวิหาร
ต่าง ๆ สีที่ใช้เขียนภาพทำจากวัสดุทางธรรมชาติ ได้แก่เขม่าไฟ สารประกอบทอง
แดง หรือสีจากดินแล้วนำมา ผสมกับน้ำและยางไม้ ลักษณะของงานจิตรกรรมเป็น
งานที่เน้นให้เห็นรูปร่างแบน ๆ มีเส้นรอบนอกที่คมชัด จัดท่าทางของคนแสดง
อิริยาบถต่าง ๆ ในรูปสัญลักษณ์มากว่าแสดงความเหมือนจริงตามธรรมชาติ มัก
เขียนอักษรภาพลงในช่องว่างระหว่างรูปด้วย และเน้นสัดส่วนของสิ่งสำคัญ
ในภาพให้ใหญ่โตกว่าส่วนประกอบอื่น ๆ เช่นภาพของกษัตริย์หรือฟาโรห์ จะมี
ขนาดใหญ่กว่า มเหสี และคนทั้งหลาย นิยมระบายสีสดใส บนพื้นหลังสีขาว
ลักษณะงานประติมากรรมของอียิปต์ จะมีลักษณะเด่นกว่างานจิตรกรรม มีตั้ง
แต่รูปแกะสลักขนาดมหึมาไปจนถึงผลงานอันประณีตบอบบางของพวกช่างทอง
ชาวอิยิปต์นิยมสร้างรูปสลักประติมากรรมจากหินชนิดต่าง ๆ เช่น หินแกรนิต
หินดิโอไรด์ และหินบะซอลท์ หรือบางทีก็เป็นหินอะลาบาสเตอร์ ซึ่งเป็นหินเนื้อ
อ่อนสีขาว ถ้าเป็นประติมากรรมขนาดใหญ่ก็มักเป็นหิน ทราย นอกจากนี้ยังมีทำ
จากหินปูน และไม้ซึ่งมักจะพอกด้วยปูนและระบายสีด้วย งานประติมากรรมขนาด
เล็ก มักจะทำจากวัสดุมีค่า เช่น ทองคำ เงิน อิเลคตรัม หินลาปิสลาซูลี เซรามิค
ฯลฯ ประติมากรรมของอียิปต์มีทั้งแบบนูนต่ำ แบบลอยตัว แบบนูนต่ำมักจะแกะ
สลักลวดลายภาพบนผนัง บนเสาวิหาร และประกอบรูปลอยตัว ประติมากรรม
แบบลอยตัวมักทำเป็น รูปเทพเจ้าหรือรูปฟาโรห์ ที่มีลักษณะคล้ายกับเทพเจ้า
นอกจากนี้ยังทำเป็นรูปข้าทาสบริวาร สัตว์เลี้ยง และสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ เพื่อใช้
ประกอบในพิธีศพอีกด้วย
ลักษณะสถาปัตยกรรมอียิปต์ ใช้ระบบโครงสร้างเป็นเสาและคาน แสดงรูปทรง
ที่เรียบง่ายและแข็งทื่อ ขนาดช่องว่างภายในมีเล็กน้อยและต่อเนื่องกันโดยตลอด
สถาปัตยกรรมสำคัญของชาวอียิปต์ได้แก่ สุสานที่ฝังศพ ซึ่งมีตั้งแต่ของประชาชน
ธรรมดาไปจนถึงกษัตริย์ ซึ่งจะมีความวิจิตรพิสดาร ใหญ่โตไปตามฐานะ และ
อำนาจ ลักษณะของการสร้างสุสานที่เป็นสถาปัตยกรรมสำคัญแห่งยุคก็คือ พีระมิด
พีระมิดในยุคแรกเป็นแบบขั้นบันได หรือเรียกว่า มาสตาบา ต่อมามีการ
พัฒนารูปแบบวิธีการก่อสร้างจนเป็นรูปพีระมิดที่เห็นในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมี
การสร้างวิหารเทพเจ้าเพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมของนักบวช และวิหารพิธีศพ
เพื่อใช้ประกอบพิธีศพ ในสมัยอาณาจักร ใหม่ (1020 ปีก่อน พ.ศ. – พ.ศ.510)
วิหารเหล่านี้มีขนาดใหญ่โต และสวยงาม ทำจากอิฐและหินซึ่งนำรูปแบบวิหารมา
กจากสมัยอาณาจักรกลางที่เจาะเข้าไปในหน้าผา บริเวณหุบผากษัตริย์ และ หุบผา
ราชินี ซึ่งเป็นบริเวณที่มีสุสานกษัตริย์และราชินีฝังอยู่เป็นจำนวนมาก
งานประติมากรรมของอียิปต์
งานประติมากรรมของอียิปต์ จะมีลักษณะเด่นกว่างานจิตรกรรม มีตั้งแต่รูปแกะ
สลักขนาดมหึมาไปจนถึงผลงานอันประณีตบอบบางของพวกช่างทอง ชาวอิยิปต์นิ
ยมสร้างรูปสลักประติมากรรมจากหินชนิดต่าง ๆ เช่น หินแกรนิต หินดิโอไรด์
และหินบะซอลท์ หรือบางทีก็ เป็นหินอะลาบาสเตอร์ ซึ่งเป็นหินเนื้ออ่อนสีขาว
ถ้าเป็นประติมากรรมขนาดใหญ่ก็มักเป็นหินทราย นอกจากนี้ยังการมีทำจากหิน
ปูน และไม้ซึ่งมักจะพอกด้วยปูนและระบายสีด้วย งานประติมากรรมขนาดเล็กมัก
จะทำจากวัสดุมีค่า เช่น ทองคำ เงิน อิเลคตรัม หินลาปิสลาซูลี เซรามิค ฯลฯ
สถาปัตยกรรมของอียิปต์
ประติมากรรมของอียิปต์มีทั้งแบบนูนต่ำ แบบลอยตัว แบบนูนต่ำมักจะแกะสลักลวดลายภาพบนผนัง บนเสาวิหาร และประกอบรูปลอยตัว ประติมากรรมแบบลอยตัวมักทำเป็น รูปเทพเจ้าหรือรูปฟาโรห์ ที่มีลักษณะคล้ายกับเทพเจ้า นอกจากนี้ยังทำเป็น รู
สถาปัตยกรรมอียิปต์ ใช้ระบบโครงสร้างเสาและคานแสดงรูปทรงที่เรียบง่ายและ แข็งทื่อ ขนาดช่องว่างภายในมีเล็กน้อยและต่อเนื่องกันโดยตลอด สถาปัตยกรรมสำคัญของชาวอียิปต์ได้แก่ สุสานที่ฝังศพ ซึ่งมีตั้งแต่ของประชาชนธรรมดาไปจนถึงกษัตริย์ ซึ่งจะมีความวิจิตร พิสดาร ใหญ่โตไปตามฐานะ และอำนาจ ลักษณะของการสร้างสุสานที่เป็นสถาปัตยกรรมสำคัญแห่งยุคก็คือ พีระมิด
พีระมิดในยุคแรกเป็นแบบขั้นบันได หรือเรียกว่า มัสตาบา ต่อมามีการพัฒนา รูปแบบวิธีการก่อสร้างจนเป็นรูปปิรามิดที่เห็นในปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังมีการสร้างวิหารเทพเจ้า เพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมของนักบวช และวิหารพิธีศพ เพื่อใช้ประกอบพิธีศพ ในสมัยอาณาจักรใหม่ (1020 ปีก่อน พ.ศ. – พ.ศ. 510) วิหารเหล่านี้มีขนาดใหญ่โต และสวยงาม ทำจากอิฐและหิน ซึ่งนำรูปแบบวิหารมาจากสมัยอาณาจักรกลางที่เจาะเข้าไปในหน้าผา บริเวณหุบผากษัตริย์ และ หุบผาราชินี ซึ่งเป็นบริเวณที่มีสุสานกษัตริย์และราชินีฝังอยู่เป็นจำนวนมาก รูปข้าทาสบริวาร สัตว์เลี้ยง และ สิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ เพื่อใช้ประกอบในพิธีศพอีกด้วย
4.อักษรอียิปต์โบราณ
ชาวอียิปต์โบราณมีอักษรของตนเอง ซึ่งเรียกว่าอักษร ฮีโรกลีฟิค
(Hieroglyphic) ซึ่งคำว่า ฮีโรกลีฟิคนี้ เป็นชื่อที่ชาวกรีกเรียกเครื่อง
หมายราณที่ปรากฏอยู่ตามโบราณสถาน สุสาน หีบศพ และตามรูปแกะสลักต่างๆ
ความหมายของคำนี้คือ “อักษรศักดิ์สิทธิ์” ทั้งนี้ก็เพราะในสมัยที่ชาวกรีกติด
ต่อสัมพันธ์กับชาวอียิปต์นั้น ชาวอียิปต์นี้ใช้อักษรชนิดนี้สำหรับบันทึกเรื่องราวทาง
ศาสนาและพิธีกรรมต่างๆ
ในตอนแรกเวลาชาวอียิปต์จะเขียนหรือแกะสลักภาษาฮีโรกลีฟิคบน กระดาษ
ปาปิรุส หรือบนผนังหินในสุสาน พวกเขาก็จะพยายามแกะสลักรูปภาพต่างๆ อย่าง
ประณีตบรรจง เพราะนอกจากจะได้เนื้อความทางภาษาแล้ว ภาษาของพวกเขายัง
ดูสวยงามใช้เป็นเครื่องประดับตกแต่งไปด้วยในตัว แต่ในระยะหลังเมื่อพวกเขามี
ความเป็นอยู่และวิถีชีวิตที่วุ่นวายซับซ้อนมากขึ้น พวกเขาก็ไม่มีเวลาที่จะมานั่งประ
ดิดประดอยภาษารูปภาพของตนให้สวยงามดังแต่ก่อน
โดยเฉพาะเวลารีบๆ เขียนหนังสือลงบน กระดาษปาปิรุสด้วยปากกาทำด้วยต้น
กกนั้น พวกเสมียนที่ทำหน้าที่เขียนจะต้องดัดแปลงอักษรบางตัวให้เขียนได้สะดวก
ยิ่งขึ้น เหตุนี้ทำให้รูปของอักษรเปลี่ยนแปลงไปเป็น อักษรตวัด ซึ่งเรียกว่า อักษร
แบบ ฮีราติค (Hieratic) ในระยะแรกอักษรชนิดนี้ก็ไม่แตกต่างจากอัก
ษร ฮีโรกลิฟิคมากเท่าใดนัก เพียงแค่มีการใช้เครื่องหมายย่อๆ มากขึ้น และเขียน
ตัวอักษรหวัดขึ้น แต่ในระยะหลัง อักษรแบบฮีราติคนี้ก็มีแบบและหน้าตาแปลก
ออกไปเป็นของตัวเองโดยเฉพาะ คงเหลือแต่เค้าให้เห็นว่ามีบางสิ่งบางอย่างคล้าย
คลึงกันกับอักษร ฮีโรกลิฟิคเท่านั้น
อย่างไรก็ดี ต่อมาอักษรแบบ ฮีราติค ก็เปลี่ยนไปอีก คราวนี้กลายเป็นภาษาที่
เรียกว่า เดโมติค (Demotic) ภาษาเขียน เดโมติค นี้เป็นภาษาที่กลายไปมา
กจนมองไม่เห็นเค้าของภาษา ฮีโรกลิฟิค อันเป็นต้นเค้าของเดิมอีกเลย และมีใช้
กันในอาณาจักรอียิปต์ตั้งแต่สมัยแปดร้อยปีก่อนคริสตกาล จนถึงยุคโรมันเรืองอำ
นาจ ภาษาเดโมติคกลายเป็นภาษาที่ใช้กันทั่วไปทั้งในด้านธุรกิจ การค้า และการ
ติดต่อสื่อสาร ทั่วไป ส่วนภาษาแบบเดิมคือ ภาษาฮีโรกลิฟิค และภาษา ฮีราติค
นั้น ก็พอจะมีใช้อยู่บ้างในระยะนั้น แต่ทั้งสองภาษานี้ถูกเก็บไว้ใช้เป็นภาษาสำหรับ
พิธีทางศาสนา โดยพวกพระและพวกนักเขียนจารึกประจำศาสนสถานเท่านั้น
หากภาษาอียิปต์ไม่ได้สูญสิ้นไปหมดเสียทีเดียว เพราะคำและสำเนียงต่างๆ
ของภาษาได้สืบตกทอดกลายมาเป็น ภาษาคอปติค ซึ่งใช้เขียนด้วยตัวอักษรกรีก
และผสมกับอักษรเดโมติคอีก 7 ตัว ภาษานี้ยังมีใช้พูดกันอยู่ในบรรดาชาวคริส
เตียน ที่สืบเชื้อสายมาจากชาวอียิปต์โบราณ ภาษาคอปติค มีบทบาทสำคัญมาก ใน
การแปลภาษาอียิปต์โบราณและจากการที่มีภาษาใช้เป็นของตนเองนี้เอง ที่ทำให้
เราสามารถทราบประวัติศาสตร์อันน่าสนใจของชาวอียิปต์โบราณได้ เพราะชาว
อียิปต์เป็นผู้ที่ชอบจารึกเรื่องราวของตนเอง
5.เลขอียิปต์โบราณ
เมื่อกล่าวถึงคณิตศาสตร์ ทุกคนคงคิดว่าเป็น “ศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องตัวเลข”
ซึ่งอันที่จริงแล้วคำจำกัดความนี้เป็นเพียงคำจำกัดความดั่งเดิมของคณิตศาสตร์เท่า
นั้น ปัจจุบันคณิตศาสตร์ได้ถูกพัฒนาจนไม่สามารถใช้คำจำกัดความดังกล่าวได้อีก
ต่อไป ซึ่งหากน้องๆ อยากรู้ว่าคณิตศาสตร์มีประวัติความเป็นมาอย่างไร มีอะไรมา
กไปกว่าตัวเลข พี่ก็คงบอกได้แต่เพียงว่า น้องๆต้องติดตามกันต่อไป อย่างไรก็ตาม
คำจำกัดความนี้สามารถชี้ให้เห็นถึงรากฐาน และที่มาของคณิตศาสตร์ได้อย่างชัด
เจน นั่นก็คือ ตัวเลข นั่นเอง แน่นอนทีเดียวที่แต่ละประเทศย่อมมีสัญลักษณ์แทน
ตัวเลขที่แตกต่างกันไป พี่จึงขอเริ่มต้นประวัติศาสตร์ของคณิตศาสตร์ด้วยตัวเลขที่
แต่ละอารยธรรมคิดค้นขึ้น โดยอารยธรรมแรกที่จะขอกล่าวถึงคือ อียิปต์โบราณ
อียิปต์โบราณได้รับการก่อตั้งขึ้นเมื่อ 5,464 – 30 ปีก่อนคริสตกาล มีอาณาเขต
ครอบคลุมที่ราบลุ่มแม่น้ำไนล์จากเมืองแอสวาน (Aswan) จนจรดชายฝั่งทะ
เลเมดิเตอร์เรนียนของประเทศอียิปต์ปัจจุบัน (ดังแสดงในรูปที่ 1) อียิปต์โบราณ
เป็นอารยธรรมหนึ่งที่เก่าแก่ที่สุดในโลก และเป็นอารยธรรมแรกที่ส่งเสริมวิทยา
ศาสตร์ ชาวอียิปต์โบราณให้ความสำคัญอย่างมากกับการจดบันทึก และการสื่อ
สารจึงได้ประดิษฐ์กระดาษปาปิรุส (papyrus) ขึ้น ซึ่งทำมาจากต้นกกที่เติบ
โตอย่างแพร่หลายในแถบลุ่มแม่น้ำไนล์นั่นเอง ชาวอียิปต์โบราณสื่อความหมาย
ด้วยอักษรภาพที่เรียกว่า ไฮโรกลิฟ (Hieroglyph) ซึ่งรวมไปถึงตัวเลข
ด้วย อักษรภาพแทนตัวเลขต่างๆ
ในช่วงที่อียิปต์โบราณรุ่งเรือง 2000 กว่าปีนั้น อักษรภาพไฮโรกลิฟ ได้ถูก
เปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมัยต่อมาชาวอียิปต์โบราณเห็นว่าการเขียนแบบไฮโร
กลิฟนั้น ไม่กระชับ จึงพัฒนาสัญลักษณ์แบบ ไฮราติก (Hieratic)ขึ้นดัง
แสดงในรูปที่ 3 ตัวเลขแบบไฮราติกนั้น ต้องใช้ความจำมากขึ้น เพราะมีสัญลักษณ์
ทั้งหมด 36 ตัว (จากเดิมที่มีอักษรภาพเพียง 7 ตัว) แต่ข้อดีก็คือ เมื่อนำไปเขียน
เป็นตัวเลข วิธีใหม่นี้สามารถลดจำนวนสัญลักษณ์ลง จากเดิมตัวเลข 9,999 ต้อง
ใช้อักษรภาพ 36 ตัว ก็เหลือใช้สัญลักษณ์แบบไฮราติก เพียง 4 ตัวเท่านั้น สำหรับ
ข้อแตกต่างที่สำคัญระหว่าง สัญลักษณ์แบบไฮราติก และระบบจำนวนที่พวกเราใช้
กันอยู่ในปัจจุบันนั้นก็คือ ตำแหน่งของสัญลักษณ์แบบ ไฮราติก ไม่มีผลต่อค่าของ
ตัวเลข ดังรูปที่ 4 ซึ่งมีค่าเท่ากันคือ 2,765 ระบบเลขของชาวอียิปต์โบราณเป็น
ระบบเลขไม่มีหลัก เพราะไม่ว่าจะเขียนสัญลักษณ์ไว้ที่ตำแหน่งใดก็มีค่าคงที่เสมอ
6.พีระมิดแห่งอียิปต์
พีระมิดเกิดขึ้นมาได้อย่างไร
คำว่า “พีระมิด”มาจากคำว่า “Pyramid” ในภาษา กรีก ซึ่งแปลว่า
“ขนมเค้กข้าวสาลี” อาจเป็นเพราะพีระมิดมีลักษณะคล้ายกับขนมเค้กก็ได้ ชาว
กรีกเป็นผู้เริ่มใช้คำว่า พีระมิด ส่วนคำว่าพีระมิดในภาษาอียิปต์โบราณ เรียกว่า
“เมอร์” ( mer ) ในสมัยก่อน (ราชวงศ์ที่ 1 เรื่อยมาจนถึงปฐมกษัตริย์
แห่งราชวงศ์ที่ 3 ของอียิปต์) สุสานของฟาโรห์เป็นลักษณะที่เรียกว่า “มาสตาบา”
เป็นการสร้างสุสานอย่างง่ายๆ เป็นรูปสี่เหลี่ยมสร้างด้วยอิฐมีประตูหลอกหลาย
ประตู แต่มีประตูจริงเพียงบานเดียว ห้องเก็บพระศพเจาะป็นอุโมงค์ลึกไปตามผืน
ดินโดให้มีความลึกและเป็นความลับตามพระขององค์ฟาโรห์ จนกระทั่งสมัยของ
ฟาโรห์ซอเซอร์ การสร้างสุสานของฟาโรห์เริ่มเปลี่ยนแปลงไป โดยมีเสนาบดีอิม
โฮเทปเป็นผู้ออกแบบก่อสร้างพีระมิด โดยพีระมิดสมัยนั้น เรียกว่า “พีระมิดขั้น
บันได” ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นพีระมิดแท้ในที่สุด
สถานที่ตั้ง เมืองกิซา ประเทศอียิปต์
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้
มหาพีระมิดแห่งอียิปต์เป็นสิ่งมหัศจรรย์ยุคโบราณ เพียงสิ่งเดียวที่ยังคงสภาพ
เกือบสมบูรณ์เหมือนในอดีต ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์ ณ เมืองกิซ่า
ตอนเหนือของกรุงไคโร เมืองหลวงของประเทศอียิปต์ ประกอบไปด้วยพีระมิด
ใหญ่ 3 องค์ คือ พีระมิดที่บรรจุพระศพของฟาโรห์ คีออปส์ (Cheops)คีเฟรน
( Chephren) และไมเซอรินัส (Mycerinus)
พีระมิดเป็นสิ่งก่อสร้างรูปกรวยเหลี่ยมใช้เพื่อเป็นที่เก็บมัมมี่หรือพระศพของ
ฟาโรห์นั่นเอง แต่ก่อนจะมาเป็นพีระมิดนั้น ที่ฝังศพในยุคแรกๆของกษัตริย์และ
ราชวงศ์รวมถึงขุนนางชั้นสูง นิยมใช้หินก่อเป็นห้องลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้าหลังคา
แบนราบทับอยู่บนที่ฝังศพ เรียกกันว่ามาสตาบา (Mastaba) มีช่องทางลง
ไปยังที่เก็บศพหรือหลุมศพจากด้านหลังคา ภายในวาดภาพหรือสลักภาพต่างๆบอก
เล่าเรื่องราวของเจ้าของสุสาน ต่อมาฟาโรห์โซเซอร์ (Djoser)ในราชวงศ์
ที่ 3 ประมาณ 2,600 ปีก่อนคริสต์กาล พระองค์ได้มีคำสั่งให้อิมโฮเทปผู้เป็น
สถาปนิกและคนสนิทของพระองค์ ทำการออกแบบและก่อสร้างสุสานสำหรับบรรจุ
พระศพของพระองค์ให้ยิ่งใหญ่ขึ้น อิมโฮเทปจึงออกแบบให้เป็นมาสตาบาก่อซ้อน
กันขึ้นไป 6 ชั้นลดหลั่นกันทุกระดับ จึงถูกเรียกว่าพีระมิดขั้นบันไดหรือ
Step pyramid
พีระมิดแห่งกีซา
เป็นมหาพีระมิดที่นับว่าสวยงามที่สุด แลยิ่งใหญ่ที่สุด ประกอบด้วยพีระมิดของ
ฟาโรห์ทั้งส้น 3 พระองค์ คือ ฟาโรห์คูฟู ฟาโรห์คาฟรา และฟาโรห์เมนคารูเร
ฟาโรห์คูฟู หวังจะสร้างพีระมิดที่ยิ่งใหญ่เพียงแห่งเดียวโดยอาศัยประสบการอันช่ำ
ชองของผู้ที่คุมการก่อสร้าง
ต่อจากฟาโรห์คูฟู ผู้ที่สร้างพีระมิดที่กีซาก็คือฟาโรห์คาฟรา พระโอรสของ
ฟาโรห์คูฟูซึ่งนอกจากจะสร้างพีระมิดให้มีขนาดใกล้เคียงกับพีระมิดของฟาโรห์คูฟู
แล้วยังมีสฟิงซ์อีกด้วย และฟาโรห์เมนคารูเร พระโอรสของฟาโรห์ก็สร้างพีระมิด
องค็ที่สาม เป็นกลุ่มพีระมิดที่สวยที่สุดในโลก
หมู่พีระมิดแห่งกิซ่า (Giza Pyramid Complex)
พีระมิด (Pyramid) ใน ประเทศอียิปต์ มีมากมายหลายแห่งด้วยกัน
แต่ที่มีชื่อเสียงที่สุดจนอาจนับเป็นตัวแทนของพีระมิดอียิปต์ทั้งมวล ได้แก่
หมู่พีระมิดแห่งกิซ่า (Giza Pyramid Complex) ซึ่งประกอบไป
ด้วย
พีระมิดคูฟู (Khufu)
พีระมิดคูฟู หรือ มหาพีระมิดแห่งกิซ่า (The Great Pyramid
of Giza) หนึ่งเดียวในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ที่ยังคงเหลืออยู่ในปัจจุบัน
มีขนาดใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดในหมู่พีระมิดแห่งกิซ่า
พีระมิดคาเฟร (Khafre)
ตั้งอยู่ตรงกลางของพีระมิดทั้ง 3 และสร้างอยู่บนพื้นที่สูง ทำให้ดูเหมือนมีขนาด
ใหญ่ที่สุด และมีบางคนเข้าใจผิดว่าพีระมิดคาเฟรคือมหาพีระมิดแห่งกิซ่า ทางทิศ
ตะวันออกของพีระมิดคาเฟรมี มหาสฟิงซ์ (The Great Sphinx of
Giza) หินแกะสลักขนาดมหึมาที่มักปรากฏในภาพถ่ายคู่กับพีระมิดคาเฟร
พีระมิดเมนคูเร (Menkaure)
ขนาดเล็กที่สุดและเก่าแก่น้อยที่สุดในหมู่พีระมิดแห่งกิซ่า จากตำแหน่งการก่อ
สร้างทำให้คาดได้ว่า เดิมอาจตั้งใจสร้างให้มีขนาดใกล้เคียงพีระมิดคูฟู และพีระมิด
คาเฟรแต่ในที่สุดก็สร้างในขนาดที่เล็กกว่า พีระมิดเมนคูเรมักปรากฏในภาพถ่าย
พร้อมกับหมู่พีระมิดราชินีทั้ง 3 (The Three Queen’s Pyrami
ds)
พีระมิดทั้งสามสร้างเรียงต่อกันเป็นระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร ทางทิศ
ตะวันตกของกรุงไคโร เมืองหลวงของประเทศอียิปต์ในปัจจุบัน ด้วยโครงสร้าง
ใหญ่โตและลักษณะรูปทรงเรขาคณิตเฉพาะตัว ทำให้สามารถสังเกตเห็นได้จากระ
ยะไกล ทั้งนี้แม้แต่จากภาพถ่ายดาวเทียม
พีระมิดโซเซอร์(Djoser’s Pyramid)
พีระมิดขั้นบันไดของฟาโรห์โซเซอร์ที่เมืองซักคารา หรือ พีระมิดแห่งซักคา
รา (The Pyramid of Saqqara) นับเป็นพีระมิดแห่งแรกของ
อียิปต์ ที่ฟาโรห์โซเซอร์ (Djoser หรือ Zoser) แห่งราชวงศ์ที่ 3 เป็น
ผู้สร้างขึ้น โดยมี อิมโฮเทป (Imhotep) ที่ปรึกษาประจำองค์ฟาโรห์เป็น
สถาปนิกผู้ออกแบบ ลักษณะที่สำคัญคือเป็น พีระมิดขั้นบันใด (Step
Pyramid) ซ้อนกันรวม 6 ชั้น เปรียบเสมือนบันไดไปสู่สวรรค์ ส่วนพีระมิด
รุ่นหลังที่เป็นแบบมหาพีระมิดที่แต่ละด้านของพีระมิดลาดเอียงลงประมาณ 51
องศามีความชันน้อยกว่าและไม่เป็นขั้นบันได ก็ถือว่าเป็นการลาดของลำแสงดวง
อาทิตย์เช่นกัน ในขณะที่พีระมิดยุคต่อมาจะไม่มีลักษณะของขั้นบันไดให้เห็น ก่อน
หน้านี้สุสานของฟาโรห์จะสร้างอยู่ใต้ดินโดยปิดทับด้วยสิ่งก่อสร้างที่ไม่สูงมากนัก
เรียกว่า มัสตาบา (Mastaba)
พีระมิดไมดุม (Meidum Pyramid)
พีระมิดไมดุม สร้างโดยฟาโรห์สนอฟรู (Snofru) หรืออีกพระนามหนึ่ง
คือ ซเนเฟรู (Sneferu) ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ที่ 4 ของอียิปต์โบราณ เป็นพีระมิด
ที่พยายามพัฒนารูปแบบต่อจากพีระมิดขั้นบันไดของฟาโรห์โซเซอร์ โดยตั้งใจจะ
ก่อสร้างให้มีรูปร่างเป็นพีระมิดที่สมบูรณ์ แต่เกิดปัญหาพังทลายลงระหว่างการก่อ
สร้างเนื่องจากพื้นทรายด้านล่างรองรับน้ำหนักพีระมิดไม่ไหว นักประวัติศาสตร์
ส่วนหนึ่งเชื่อว่า ฟาโรห์สนอฟรูสร้างพีระมิดไมดุมนี้ให้กับ ฟาโรห์ฮูนิ (Huni)
ฟาโรห์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ที่ 3 ผู้เป็นพระราชบิดาของพระองค์
พีระมิดหักงอ (Bent Pyramid)
พีระมิดหักงอ (Bent Pyramid) หรือบางครั้งเรียกกันสั้นๆ ว่า
พีระมิดงอ สร้างขึ้นโดย ฟาโรห์สนอฟรู (Snofru) หลังจากการก่อสร้าง
พีระมิดไมดุมประสบความล้มเหลว เดิมมีเป้าหมายจะสร้างให้มีรูปร่างเป็นแบบ
พีระมิดที่สมบูรณ์ แต่เกิดปัญหาในระหว่างการก่อสร้างเนื่องจากแต่ละด้านของ
พีระมิดทำมุมชันมากเกินไปคือชันถึง 54 องศาทำให้ต้องเปลี่ยนแบบการก่อสร้าง
กลางคัน กลายเป็นพีระมิดที่แต่ละด้านหักมุมเปลี่ยนความชันที่ประมาณระหว่าง
กลางความสูงของพีระมิดเหลือความชัน 43 องศา นับเป็นพีระมิดที่มีชื่อเสียงอีก
แห่งหนึ่งเนื่องจากรูปร่างที่แปลกตาอย่างเห็นได้ชัดและแสดงถึงความสามารถของ
ผู้สร้างที่สามารถแก้ไขปัญหาการก่อสร้างที่เกิดขึ้นเมื่อกว่า 4,600 ปีมาแล้ว ประ
สบการณ์จากพีระมิดหักมุมนี้เอง ทำให้การก่อสร้างพีระมิดแห่งต่อมาประสบความ
สำเร็จ และส่งผลให้มีการสร้าง มหาพีระมิดแห่งกิซ่า ที่กลายเป็นหนึ่งเดียวของ
เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ที่ยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน
พีระมิดแดง (Red Pyramid)
พีระมิดแดงของฟาโรห์สเนเฟรู
พีระมิดแดง (Red Pyramid) สร้างโดยฟาโรห์สนอฟรู หลังจากพีระมิด
เมดุม และพีระมิดหักงอ นับเป็นพีระมิดที่มีรูปร่างสมบูรณ์แบบแห่งแรกของโลก
ด้านทั้ง 4 ของพีระมิดแดงทำมุมเอียง 43 องศาเท่ากับมุมเอียงในส่วนบนของพีระ
มิดหักงอ ซึ่งเท่ากับมีการนำบทเรียนจากการสร้างพีระมิดครั้งก่อนมาใช้นั่นเอง
พีระมิดแดงมีความสูงถึง 104 เมตร (341 ฟุต) หรือประมาณอาคารสูง 30 ชั้น
(เมื่อคิดความสูงที่ชั้นละ 3.5 เมตร) ฐานพีระมิดแต่ละด้านยาว 220 เมตร (722
ฟุต) หรือมีขนาดฐานเกือบเท่ากับมหาพีระมิดคูฟูแห่งกิซ่า นับเป็นพีระมิดที่มี
ขนาดใหญ่ที่สุดในพีระมิด 3 แห่งที่เมืองดาชูร์ (Dahshur)และในยุคสมัยที่
ก่อสร้างแล้วเสร็จยังนับเป็นสิ่งก่อสร้างสูงที่สุดในโลกในขณะนั้นอีกด้วย และเนื่อง
จากพีระมิดนี้สร้างโดยปิดผิวนอกด้วยหินแกรนิตสีแดงทำให้ได้ชื่อว่าพีระมิดแดง
จากสีหินแกรนิตนั่นเอง
ดังนั้นหากอยากเข้าใจถึงวิวัฒนาการของการสร้างพีระมิดให้ลึกซึ้ง จึงควรเริ่ม
ต้นการท่องเที่ยวที่เมืองซัคคารา (Sakkara) ซึ่งอยู่ห่างไปทางใต้ของกรุง
ไคโรราว 15 ไมล์ พีระมิดของฟาโรห์โซเซอร์ หรือพีระมิดขั้นบันไดแห่งเมือง
ซัคคารา มีความสูงวัดจากฐานถึงยอดประมาณ 200 ฟุต ฐานเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า
วัดจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตกยาว 411 ฟุต และวัดจากด้านเหนือสุดลงไปถึง
ทางใต้สุดของฐานยาว 358 ฟุต บริเวณใจกลางภายในโครงสร้างพีระมิดจะเป็น
มาสตาบาสูง 26 ฟุตก่อด้วยหินปูนธรรมดา ส่วนพวกขุนนางก็ยังคงฝังศพใน
มาสตาบาเช่นเดิม
ในยุคต่อมา ฟาโรห์สเนฟรู (Snefru) มีการก่อสร้างพีระมิดอีกหลาย
พีระมิดที่เมืองแดชชู (Dashur) ซึ่งอยู่ห่างจากซัคคาราไปอีกราว 20 ไมล์
โดยปรับให้ทุกด้านลาดเอียงขึ้นสู่ยอดพีระมิด ภายนอกฉาบผิวเรียบ พีระมิดอัน
หนึ่งที่ทรงสร้างมีองศาในการสร้างที่ค่อนข้างแปลก คือในส่วนล่างทำมุม 52º
กับพื้นดิน แต่ได้เปลี่ยนองศาการก่อสร้างในช่วงกลางของพีระมิดเป็น 43.2º
ไปจนถึงยอดพีระมิด ทำให้พีระมิดมีลักษณะโค้ง จนเรียกขานกันว่า พีระมิดโค้ง
หรือ Bend pyramid บ้างก็พูดว่าเป็นความล้มเหลวในการพยายามสร้าง
พีระมิดยุคแรก พีระมิดอีกอันหนึ่งที่ฟาโรห์สเนฟรูทรงสร้าง ทำมุม 43ºตลอดจน
ถึงยอดมีลักษณะพีระมิดสมจริงสูง 341 ฟุต ฐานแต่ละด้านกว้าง 722 ฟุต ถูกขนาน
นามว่า พีระมิดสีแดง (Red pyramid) มีโครงสร้างหลักมาจากหิน
reddish sandstone จะมองเห็นเป็นสีส้มอมชมพูเมื่อสะท้อนแสง
อาทิตย์ ถือว่าเป็นพีระมิดทรงสมจริงแห่งแรกของโลกก็ว่าได้
แต่พีระมิดที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นพีระมิดที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือ มหาพีระมิด
แห่งเมืองกิซา สร้างได้ลักษณะสมมาตรทำมุม 50º กับพื้นดินในทุกด้าน ด้าน
นอกฉาบผิวเรียบ สร้างในสมัยพระโอรสของฟาโรห์สเนฟฟรู ที่มีชื่อว่าฟาโรห์คูฟู
(Khufu) นั่นเอง ในราว 2,500 ปีก่อนคริสต์กาล ฟาโรห์คูฟูได้มีคำสั่งให้
ก่อสร้างพีระมิดสำหรับพระองค์ที่เขตเมืองกีซ่าชานเมืองไคโรในปัจจุบัน พีระมิด
แห่งนี้เดิมสูง 480.9 ฟุต แต่ปัจจุบันหักพังลงเหลือเพียง 455 ฟุต ฐานแต่ละด้าน
กว้าง 768 ฟุต ใช้หินทรายตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมหนักประมาณก้อนละ 2 ตันครึ่ง บาง
ก้อนหนักถึง 16 ตัน โดยการนำเอามาซ้อนกันขึ้นไป ซึ่งต้องใช้หินไม่น้อยกว่า
2,500,000 ก้อน รวมน้ำหนักกว่า 6,000,000 ตัน ส่วนฐานกินเนื้อที่ถึง 12
เอเคอร์หรือราว 20 ไร่ มีช่องทางแคบๆเจาะลึกเข้าไปภายในพีระมิด ไปจนถึง
ห้องโถงกลางสำหรับเก็บพระศพ ถัดจากมหาพีระมิดคูฟูเป็นพีระมิดของฟาโรห์
คาฟเร (Khafre) พระโอรสของฟาโรห์คูฟู มีขนาดเล็กกว่ามหาพีระมิดเล็ก
น้อยคือสูงประมาณ 471 ฟุต แต่จะมองเห็นสูงใหญ่กว่าเพราะสร้างอยู่บนเนินที่มี
ระดับสูงกว่าประมาณ 30 ฟุต ส่วนยอดของพีระมิดยังเห็นปูนฉาบเรียบหลงเหลือ
อยู่บ้าง ส่วนอื่นๆได้หลุดร่อนายไปตามกาลเวลา พีระมิดอันเล็กลงมาคือพีระมิด
ของฟาโรห์เมนคูเร (Menkaure) ซึ่งเป็นพระโอรสของฟาโรห์คาฟเร
ที่ว่าเล็กก็ยังสูงร่วม 60 ม. และยังมีพีระมิดราชินีเล็กๆอีก 3 หลัง นอกจากสิ่งก่อ
สร้างมหัศจรรย์ที่เรียกว่าพีระมิดแล้ว ยังมีรูปสลักหินขนาดใหญ่สูงกว่า 65 ฟุต
มีตัวเป็นสิงโตหัวเป็นคนนอนหมอบเฝ้าพีระมิดคาฟเร รู้จักกันไปทั่วโลกว่า
สฟิงซ์ (Sphinx) หลายคนเชื่อกันว่ารูปหน้าของสฟิงซ์คือพระพักต์ของฟา
โรห์คาฟเรเอง แต่ก็ไม่ทราบว่าพระองค์จะหล่อเหลาขนาดไหน เพราะใบหน้าของ
สฟิงซ์ได้หักพังไปตามกาลเวลาเช่นกัน ทั้งจากลมฝนแห่งทะเลทรายและการทำลาย
จากผู้รุกราน
สาเหตุในการสร้างพีระมิด
ชาวอียิปต์โบราณเชื่อเรื่อง “ชีวิตหลังความตาย” เมื่อตายไปแล้วจะมีโลกหน้า
เพื่อใช้ชีวิตยืนยงและจำเป็นต้องรักษาร่างกายหรือศพไว้ไม่ให้หายสาบสูญ จึงสร้าง
พีระมิดไว้เพื่อเก็บรักษาศพ และยังเชื่อเรื่องการติดตามฟาโรห์ไปยังโลกหน้า โดย
เชื่อว่าฟาโรห์คือพระเจ้า และเพื่อให้ดวงวิญญาณกษัตริย์ของพวกเขามีทุกสิ่งทุก
อย่างที่จำเป็นสำหรับโลกหน้าจึงได้ฝังทรัพย์สินและสิ่งของส่วนพระองค์ไปพร้อม
กัน ดังจะเห็นจากหลักฐานที่นักโบราณคดีค้นพบเป็นจำนวนมากในห้องเก็บ
สมบัติในพีระมิด ได้แก่ เพชรพลอย อาหาร เครื่องเรือน เครื่องดนตรี และ
อุปกรณ์ล่าสัตว์ รวมถึงหนังสือที่เขียนประวัติผู้ตายจารึกด้วยภาษาอียิปต์ลงบนกระ
ดานปาปิรุส ที่เรียกว่า “หนังสือของคนตาย” (Book of the Dead)
การก่อสร้างพีระมิดในอารยธรรมอียิปต์โบราณชาวนาชาวไร่จึงต้องการที่จะมีส่วน
ร่วมในการสร้างพีระมิด โดยหวังว่าเมื่อเสียชีวิตแล้วจะได้ตามฟาโรห์ไปใช้ชีวิตใน
โลกหน้า การสร้างพีระมิดในสมัยนั้นจึงเป็นการกระทำด้วยความเต็นใจไม่ได้มี
ใครบังคับขู่เข็ญ แต่เมื่อสมัยฟาโรห์คูฟู ความเชื่อนั้นก็ค่อยๆเลือนหายไป ฟาโรห์
ลดระดับจากพระเจ้าเป็นเพียงแค่มนุษย์ธรรมดา ทำให้การก่อสร้างพีระมิดในสมัย
นั้นเป็นการบังคับ ทั้งยังมีกาใช้แรงงานทาสอีกด้วย จากความยากลำบากในการ
สร้างและความยิ่งใหญ่งดงามอลังการจนยากที่จะเชื่อได้ว่า พีระมิดแห่งนี้สร้างขึ้น
มาจากมือของมนุษย์ธรรมดา นับเป็นเหตุผลที่เหมาะสมยิ่งที่ทำให้มหาพีระมิดแห่ง
อียิปต์ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกโดยไม่มีใครคัดค้าน
ความสำคัญของพีระมิดคือเป็นสถานที่ที่สร้างขึ้นสำหรับเก็บพระบรมศพของ
กษัตริย์แห่งอียิปต์โบราณ ขนาดของพีระมิดจะขึ้นอยู่กับความสำคัญของพระศพที่
บรรจุจะอยู่ภายใน กล่าวคือ ถ้าเป็นศพของกษัตริย์องค์สำคัญก็จะสร้างพีระมิดที่ให
ญ่โต แต่หากเป็นศพของคนที่ไม่สำคัญนักพีระมิดก็จะมีขนาดเล็กลงตามลำดับ
พีระมิดมีไว้เพื่ออะไร
จุดประสงค์ของการสร้างพีระมิดนั้นได้มีนักวิชาการหลายคนสันนิษฐานเอาไว้
แตกต่างกัน ตามความเชื่อของแต่ละบุคคล ดังนี้
1.พีระมิดสร้างขึ้นเพื่อสัญลักษณ์แห่งอำนาจกษัตริย์ เพื่อให้เห็นพลังและอำ
นาจของพระองค์แข็งแกร่งเปรียบเสมือนการสร้างอนุสรณ์สถานของตัวเอง แต่ก็
มีผู้แย้งว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะพระองค์สามารถแสดงด้วยวิธีอื่นมากมาย เช่น การ
สร้างวิหารอุทิศเทพเจ้า หรือสร้างรูปปั้นหินขนาดใหญ่โต เป็นการแสดงออกซึ่ง
อำนาจที่ยิ่งใหญ่ได้เช่นกัน ไม่จำเป็นต้องสร้างพีระมิดใหญ่โต
2.พีระมิดสร้างขึ้นโดยมนุษย์ต่างดาวเพื่อมิตรไมตรี บางกลุ่มเชื่อว่าผู้สร้าง
พีระมิดไม่ใช่ชาวอียิปต์อย่างแน่นอน น่าจะเป็นกลุ่มชนที่มีอารยธรรมสูงอย่างชาว
แอตแลนติสมากกว่า โดยสร้างขึ้นเป็นแหล่งอนุรักษ์วิทยาการต่างๆ บางกลุ่มเชื่อ
ว่าพีระมิดองค์ใหญ่ของอียิปต์ได้รับการออกแบบก่อสร้างจากมนุษย์ต่างดาว โดย
สร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพ
3.พีระมิดสร้างขึ้นเพื่อเป็นหอดูดาว โดยเฉพาะพีระมิดของคูฟู หรือมหา
พีระมิดแห่งกีซา ที่เปรียบเสมือนหอดูดาวของอียิปต์โบราณ เพราะช่องระบายอา
กาศได้ไปตรงกับตำแหน่งของดาวต่างๆ ได้แก่ กลุ่มดาวซีรีอัส กลุ่มดาวโอริออน
กลุ่มดาวเอลนิทัก และกลุ่มดาวทูบัน
4.พีระมิดสร้างขึ้นเพื่อเป็นสุสานของกษัตริย์ เป็นข้อที่ได้รับการยอมรับมากที่
สุดในหมู่นักประวัติศาสตร์ แต่ก็มีปริศนาก็คือ นักโบราณคดีไม่พบมัมมี่หรือซาก
มัมมี่ในห้องเก็บพระศพแต่ไปพบที่พีระมิดรองแทน นักประวัติศาสตร์บางคนให้
ความเห็นว่า ห้องเก็บพระศพเป็นเพียงห้องที่สร้างขึ้นเพื่อหลอกให้เข้าใจผิด ใน
ตอนแรกฟาโรห์ทรงสร้างพีระมิดขึ้นเพื่อเป็นสุสานของพระองค์จริงๆ แต่ระยะต่อ
มาถูกบุกรุกอย่างหนักจากผู้ที่เข้ามาขโมยสิ่งของ จึงหลบหลีกโดยสร้างที่เก็บพระ
ศพใหม่โดยไม่เปิดเผยให้ใครทราบหรืออาจแอบซ่อนไว้ในพีระมิดรองหรืออยู่ใน
มาสตาบาก็เป็นได้
ข้อสันนิษฐานที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง คือ มีผู้นำมัมมี่กษัตริย์ไปไว้ที่สุสาน
กษัตริย์ 40 ตน เพื่อปกป้องพระศพของฟาโรห์ไว้ไม่ให้สูญหาย
พีระมิดคอมเพล็กซ์
พีระมิดของฟาโรห์ จะไม่เกิดขึ้นเพียงลำพัง หากแต่มีสถาปัตยกรรมอื่นๆ อยู่
ด้วย โดยใช้ประกอบพิธีที่มีความแตกต่างกัน ซึ่งสิ่งก่อสร้างทั้งหมดรวม เรียกว่า
“พีระมิดคอมเพล็กซ์” (Pyramid Complex)
พีระมิดคอมเพล็กซ์ประกอบด้วย อาคารและสิ่งก่อสร้างหลักสามอย่างที่ใช้ใน
การประกอบพิธีศพโดยตรง คือ
วิหารหุบเขา จะตั้งอยู่ริมแม่น้ำไนล์ฝั่งตะวันตก หรือ อาจตั้งอยู่ริมคลองที่ขุด
เชื่อมกับแม่น้ำ เพื่อให้ขบวนพิธีสามารถจอดเทียบท่าได้สะดวก กิจกรรมที่ประ
กอบที่วิหารแห่งนี้มีหลายอย่าง แต่ยังเป็นที่ถกเถียงในหมู่นักประวัติศาสตร์วา
กิจกรรมเกิดขึ้นที่วิหรือ วิหารประกอบพิธีศพกันแน่
ทางเดินฉนวน เชื่อมวิหารหุบเขาริมแม่น้ำกับวิหารประกอบพิธีศพไว้ บาง
แห่งมีหลังคาและยังมีการสลักภาพสำคัญๆ บนผนังทางเดินอีกด้วย
วิหารประกอบพิธีศพ ใช้สำหรับชำระล้างร่างกายศพทำมัมมี่ และประกอบพิธี
ศพในขั้นแรก ปกติจะอู่ติดหรืออยู่ใกล้พีระมิด โดยมีทางเดินฉนวนเชื่อมต่อไปสู่
ห้องเก็บศพในพีระมิด รูปทรงการวางผังของวิหารประกอบพิธีศพไม่ต่างจากวิหาร
หุบเขามากนัก มักจะตั้งอยู่ทางตะวันออกของพีระมิด ซึ่งอาจจะมีส่วนเกี่ยวโยงกับ
ลัทธิการนับถือสุริยเทพก็เป็นได้สิ่งก่อสร้างที่มักปรากฏในพีระมิดคอมเพล็กซ์
ไดแก่
พีระมิดรอง เป็นพีระมิดของราชินีหรือเจ้าหญิงเจ้าชายแห่งอาณาจักรอียิปต์
โบราณ ในสมัยนั้นสามัญชนไม่สามารถสร้างสุสานเป็นพีระมิดได้นอกจากฟาโรห์
เพียงพระองค์เดียวส่วนพีระมิดรองเป็นของเชื่อพระวงศ์ระดับสูงเท่านั้น พีระมิด
บางแห่งมีพีระมิดรองเพียงพีระมิดเดียว บางแห่งก็มีสิบพีระมิด แต่บางแห่งก็ไม่มี
พีระมิดรองอยู่เลย
มาสตาบา เป็นสุสานของเชื้อพระวงศ์และข้าราชบริพารชั้นสูงโดยตั้งอยู่ใกล้ๆ
กับพีระมิด แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะอยู่ใต้ร่มเงาของฟาโรห์อย่างแท้จริง
มีการสร้างมาสตาบาอย่างเป็นระเบียบ มีการเรียงเอาตำแหน่งสำคัญๆไว้ใกล้กับ
พีระมิด และผู้มีฐานะต่ำกว่าก็จะอยู่ห่างจากพีระมิดออกไป
สฟิงซ์ สัตว์ลึกลับที่มีร่างกายเป็นสิงโตแต่หัวเป็นมนุษย์โดยมากเป็นเพศชาย
สร้างขึ้นมาจากหินปูนสีขาวแกะสลักเป็นรูปคนครึ่งราชสีห์ โดยมีใบหน้าเป็นคน
และมีตัวเป็นราชสีห์ สลักอยู่ในท่าหมอบเฝ้าหน้าพีระมิดคีออปส์ มีความสูงประ
มาณ 66 ฟุต สฟิงซ์บางตัวมีหัวเป็นสัตว์ เช่น แกะ เหยี่ยว ในสมัยราชอาณาจักร
ใหม่ การออกแบบทางเข้าประตูวิหารที่สำคัญๆมักจะมีตัวสฟิงซ์ตั้งเรียงเป็นทิวแถว
ยาวเหยียดทั้งสองข้างทางเดิน เพื่อเน้นทางเข้าสู่วิหารแห่งนั้นให้เหมือนแถว
ทหารของกองเกียรติยศ หลุมฝังเรือ ปัจจุบันกลับพบแต่หลุมฝังเรือที่ว่างเปล่า
เท่านั้น ยกเว้นสุสานของฟาโรห์คูฟูที่ค้นพบเรือใหญ่ที่สุดและสมบูรณ์ที่สุด สาเหตุ
ที่ฝังเรือไว้มีความเชื่อที่ว่า การเดินทางไปสู่โลกหน้าของเทพและเทวีต่างต้องใช้
เรือเป็นพาหนะทั้งสิ้น รวมถึงการเดินทางของผู้ตายทั้งหลาย ความหมายของการ
ฝังเรือก็คือ จัดหาพาหนะให้แก่ผู้ตายเพื่อใช้ในการเดินทางไปสู่โลกหน้าเช่นเดียว
กับสิ่งของอื่นๆ
คำสาปจากพีระมิด
ตุตันคาเมน ฟาโรห์อาถรรพ์
โฮเวิร์ด คาร์เตอร์ ได้ค้นพบทางเข้าไปในห้องเก็บพระศพของฟาโรห์ตุตันคา
เมน และได้ทำพิธีเปิดสุสานโดย ลอร์คาร์นาร์วอน เป็นประธานในพิธี หลังจาก
นั้นเดือนมีนาคม หลังจากนั้น ลอร์คาร์นาร์วอน ก็ตายเพราะไข้มาลาเลีย ซึ่งนาย
แพทย์ระบุว่า ถูกยุงกัดใบหน้าขณะเปิดประตูสุสาน ถัดมาอีกเดือนหนึ่ง นายเจ
กูลด์ ชาวอเมริกันที่อยู่ร่วนในการเปิดสุสานก็ตายด้วยโรคปอดบวมและในเดือน
กรกฎาคมปีเดียวกัน เจ้าชายชาวอียิปต์ที่ชื่อ ฟาร์บีเบย์ผู้อยู่ร่วมในการเปิดสุสาน
ครั้งนั้นด้วยก็ถูกชายาขององค์เองยิงสิ้นพระชน ตามด้วยนายเบดิค นักอียิปต์
วิทยาชาวฝรั่งเศสก็เสียชีวิตกะทันหัน สรุปแล้วมีผู้เสียชีวิตหลังจากที่ไปเปิดสุสาน
แห่งนี้ถึง 23 คน
สำหรับนายโฮเวิร์ด คาร์เตอร์ แม้จะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ผู้ใกล้ชิดและผู้
รวมงานคนสำคัญของเขาต่างก็ล้มหายตายจากไปอย่างไม่คาดฝันทั้งสิ้น และที่แผ่น
ศิลาหน้าห้องเก็บพระศพของโรห์ตุตันคาเมนมีจารึกคำสาปไว้ว่า “หากมีผู้ใดบัง
อาจลบนามของข้าบนแผ่นศิลานี้ออกมันผู้นั้นจะถูกเทพเจ้าลงโทษ โดยลบชื่ออก
ไปจากโลก และหากมันผู้ใดเคารพนามของข้าบนศิลานี้ มันผู้นั้นจะได้รับการตอบ
แทนากเทพเจ้าเช่นเดียวกับที่มันปฏิบัติต่อข้า
คำสาปจากฟาโรห์คูฟู
ศาสตราจารย์ ดร.จอร์จ เอ ไรสเนอร์ นักโบราณคดีที่เสียชีวิตอย่างปริศนาใน
มหาพีระมิดของฟาโรห์คูฟู เขาได้มาสำรวจบริเวณที่ราบกีซา ที่แห่งนั้นเขาได้ขุด
พบโบราณสถานมากามยหลายแห่ง และที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ สุสานของพระมารดา
ของฟาโรห์คูฟู พระนามว่า พระราชินีเฮเทเฟเรส ซึ่งพบของมีค่ามากมายอยู่ใน
นั้น นอกจากนี้ ดร.ไรสเนอร์ ยังเป็นคนแรกที่เริ่มตั้งสถานีวิทยุกระจายเสียง ซึ่ง
ออกอากาศจากห้องกษัตริย์ในมหาพีระมิด และต่อมาเขาก็ได้ล้มลงในห้องกษัตริย์
โดยไม่ทราบสาเหตุ และก็เสียชีวิตในเวลาต่อมา ดร.ไรสเนอร์ เป็นนักโบราณ
คดีอีกคนหนึ่งที่สังเวยชีวิตให้กับงานที่เขาค้นคว้าและพีระมิดที่เขาวิจัยอยู่นั่นเอง
นับว่าเป็นการตายที่แปลกประหลาดและจนทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครทราบสาเหตุ แต่
ชาวอียิปต์ก็เชื่อว่าเป็นเรื่องของอาถรรพ์และคำสาปอย่างแน่นอนตราบจนทุกวันนี้
นักโบราณคดีก็ยังดำเนินการค้นหาปริศนาของพีระมิดอีกต่อไปโดยไม่รู้ว่าเมื่อ
ไหร่ที่จะได้ค้นพบคำตอบที่แท้จริง แต่แม้ว่าจะต้องใช้เวลาทั้งชีวิตพวกเขาก็ยังเต็ม
ใจที่จะค้นหา ตราบใดที่พวกเขายังคงหลงเสน่ห์ความลึกลับและพิศวงของพีระมิด
6.สฟิงซ์
เป็นรูปปั้นที่มีส่วนหัวเป็นมนุษย์ และมีร่างเป็นสิงโตขนาดสูงใหญ่ กล่าวกันว่า
ใบหน้าของสฟิงซ์คือใบหน้าจำลองจากพระพักตร์ของเทพฮาร์มาซิส นั่นเอง แต่
ปัจจุบันก็มีการถกเถียงกันเรื่องของอายุของสฟิงซ์ บางคนเชื่อว่าน่าจะมีอายุมาก
กว่าพีระมิดเสียอีก เนื่องจากพิจารณาจากหินที่ใช้ทำ สฟิงซ์และพีระมิดเป็นหินคน
ละชนิดกัน และหากฟาโรห์คาฟราเป็นผู้สร้างพีระมิดจริงก็มีเหตุผล 2 ประการ คือ
6.1.วิหารหุบเขาใกล้กับพีระมิดมีรูปสลักหินของพระองค์ตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก
6.2.ใบหน้าของสฟิงซ์เป็นใบหน้าของฟาโรห์คาฟรา
ความมหัศจรรย์ของพีระมิดแห่งเมืองกีซาถูกศึกษาและค้นพบกันอย่างไม่รู้จบ
ทั้งความมหัศจรรย์ของเทคโนโลยีการก่อสร้างที่ต้องสกัดหินจากแหล่งหินที่อยู่
ไกลนับร้อยไมล์ สกัดตัดแต่งให้เป็นก้อนสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ขนส่งมาตามลำน้ำ
ไนล์ ใช้แรงงานคนนำก้อนหินหนักเป็นตันๆขึ้นมาวางซ้อนกันอย่างได้ระยะได้พิ
กัดแม่นยำ หรือความมหัศจรรย์ทางคณิตศาสตร์และดาราศาสตร์ เช่น นำความ
กว้างของฐานพีระมิดหารด้วยสองเท่าของความสูงพีระมิดให้บังเอิญได้ค่าเท่ากับ
22/7 คือค่า p ซึ่งสัมพันธ์กับเส้นรอบวงและรัศมีของวงกลม หากคุณเคยเรียน
วิชาคณิตศาสตร์คงจะพอรู้จักเจ้าค่าไพน์นี้ หรือความมหัศจรรย์ทางด้าน
วิทยาศาสตร์หรือฟิสิกส์ ก็ได้มีการทดลองเรื่องพลังงานภายในโครงสร้างพีระมิด
เรื่องสนามแม่เหล็กตามแนวเหนือใต้ ต่างได้ผลมหัศจรรย์มากมาย
เมื่อได้มายืนอยู่ใกล้ๆกับสิ่งก่อสร้างขนาดมหึมาทั้งพีระมิดและสฟิงซ์แล้ว ก็พอ
เข้าใจว่าเหตุใดชาวอียิปต์ถึงได้ภาคภูมิใจในสิ่งก่อสร้างมหัศจรรย์เหล่านี้ หินแต่ละ
ก้อนที่นำมาก่อซ้อนกัน มีขนาดใหญ่โตจนไม่สามารถจินตนาการได้ว่าความรู้
ความสามารถของคนห้าพันกว่าปีก่อน ที่ไม่มีเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่มีเครื่องมือ
เครื่องทุ่นแรง จะตัดจะขนส่งและยกกันขึ้นไปเรียงด้วยแรงกำลังของมนุษย์ได้
อย่างไร สัดส่วนที่ลงตัวและความสมดุลในโครงสร้างล้วนเป็นสิ่งมหัศจรรย์โดยแท้
แต่อียิปต์ก็ไม่ได้มีความมหัศจรรย์แค่เพียงสิ่งก่อสร้างที่เรียกว่าพีระมิดเท่านั้น
หากเดินทางเลาะลงใต้ไปตามลำน้ำไนล์ จากกรุงไคโรไปราว 420 ไมล์ถึงเมืองลัก
ซอร์ (Luxor) หรือนครธีปต์ (Thebes) อดีตเมืองหลวงในราชวงศ์ที่
12 จะตะลึงกับความยิ่งใหญ่สวยงามของวิหารลักซอร์และวิหารคาร์นัค (Karnak)
ที่ฟาโรห์หลายยุคสมัยร่วมกันสร้างถวายแก่เทพอามุน-รา (Amun-Ra)เทพ
มัต (Mut) และเทพคอนซู (Khonsu) เสาต้นใหญ่ขนาดสิบคนโอบ สูง
23 ม. นับร้อยต้นในห้องโถงใหญ่ (The great Hypostyle Hall)
สลักภาพเทพเจ้าต่างๆและเรื่องราวความเชื่อความศรัทธาของชาวอียิปต์โบราณ
จินตนาการได้ถึงตอนที่วิหารยังสมบูรณ์เป็นสถานที่สำหรับองค์ฟาโรห์และ
นักบวชชั้นสูงใช้เป็นที่ทำพิธีสักการะเทพอามุน-รา สฟิงซ์ที่นอนหมอบเรียงเป็น
แถวยาว เคยมีตลอดทางเดิน 3 กม.ระหว่างสองมหาวิหาร เสาโอเบลิสก์แกะสลัก
อักษรภาพเฮียโรกราฟฟิคละเอียดลึก ตั้งตระหง่านอยู่หน้าวิหาร ช่างมหัศจรรย์ทั้ง
ขนาด การสร้าง การขนส่ง และการนำเสาสูงร่วม 20 ม. มาวางตั้งได้อย่างมั่นคง
ข้ามแม่น้ำไนล์ไปฝั่งตะวันตกของเมืองลักซอร์ ผ่านทุ่งทะเลทรายร้อนระอุมุ่งสู่ยอด
เขาแหลมทรงปิรามิดของเทือกเขาธีบัน (Theban) เป็นที่ตั้งของ หุบผา
กษัตริย์ (Valley of the King) ที่ฝังพระศพฟาโรห์ในยุคหลังจำ
นวนมากมาย ที่มุ่งเน้นเรื่องความปลอดภัยของสุสานแถมยังสิ้นเปลืองเงินและแรง
งานน้อยกว่า สุสานยุคนี้จะขุดอุโมงค์เข้าไปเป็นทางยาวลึกจนถึงห้องเก็บพระศพ
มีทางแยกเป็นห้องเล็กๆเก็บทรัพย์สมบัติสำหรับชาติภพหน้า ทั้งผนังและเพดาน
แกะสลักลวดลายละเอียดพร้อมวาดภาพลงสีสดใส เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเทพเจ้า
และชีวิตหลังความตาย หีบศพหินแกรนิตแกะสลักขนาดใหญ่ในห้องเก็บพระศพก็
แสดงถึงฝีมือและความอดทนของคนงาน เสียดายที่ไม่สามารถรอดพ้นโจรปล้นสุ
สานไปได้ ภายในสุสานส่วนมากจึงเหลือแต่ความว่างเปล่า คงเหลือแต่สุสานของ
ฟาโรห์ผู้ครองราชย์แสนสั้นเพียงแค่ 9 ปีเท่านั้น นามว่าตุตันคามุน
(Tutankhamun) ที่ลอร์ดคานาวอห์นและโฮเวิร์ด คาเตอร์ เป็นผู้ค้นพบ
และเปิดสุสานที่เหลือรอดแห่งนี้ให้ชาวโลกได้ตกตะลึงกับสมบัติต่างๆมากมาย
จากเมืองลักซอร์ เดินทางต่อไปที่เมืองเอ็ดฟู (Edfu) เมืองชนบทที่เป็นที่
ตั้งของวิหารเอ็ดฟู วิหารแห่งเทพฮอรัส เป็นวิหารที่ยังมีความสมบูรณ์มากที่สุด
แห่งหนึ่ง ซุ้มประตูขนาดใหญ่สูง 37 ม. สลักภาพการสู้รบของฟาโรห์ปโตเลมีที่
12 ยังคงชัดเจนอยู่เต็มผนัง ประติมากรรมลอยตัวด้วยหินสีดำขนาดใหญ่ของนก
เหยี่ยวตัวแทนเทพฮอรัสตั้งอยู่ทั้งซ้ายและขวาของทางเข้าวิหารส่วนใน ผนังด้าน
ในสลักภาพการสู้รบระหว่างเทพฮอรัสและเทพเซธ บางผนังสลักเป็นเรื่องราวประ
เพณีวัฒนธรรมความเป็นอยู่ ซึ่งมีค่าทางประวัติศาสตร์มากมาย ห่างไปอีกเพียง
ครึ่งชั่วโมง ที่เมืองคอม ออมโบ (Kom ombo) เมืองเกษตรกรรมที่สำคัญ
ทางแดนใต้ วิหารคอมออมโบสร้างอยู่ติดริมแม่น้ำไนล์เพื่อบูชาเทพโซเบคและ
เทพฮอรัส เทพที่มีศีรษะเป็นจระเข้และเหยี่ยว ผนังด้านในวิหารมีภาพสลักเกี่ยว
กับความรู้ทางการแพทย์ที่ไม่น่าเชื่อสำหรับคนยุคนั้น โถงกลางยังพบภาพสลัก
อักษรภาพเฮียโรกริฟฟิคแสดงการกำหนดวันเดือนปีคล้ายปฏิทินในยุคปัจจุบัน
เป็นหลักฐานว่าชาวอียิปต์โบราณมีความรู้ความเชี่ยวชาญแทบทุกศาสตร์สาขา
เลาะลำน้ำไนล์ต่อไปจนถึงเมืองอัสวาน (Aswan) แหล่งหินแกรนิตสีชมพู
ที่ใช้สกัดเสาหินโอเบลิสก์เพื่อส่งล่องลำน้ำไนล์ไปยังวิหารต่างๆ ในอดีตเมืองตาม
ริมฝั่งแม่น้ำไนล์จะถูกน้ำท่วมสูง 2-3 เดือนเสมอ ในปี 1960 จึงได้มีความคิดสร้าง
เขื่อนกั้นแม่น้ำไนล์ เพื่อควบคุมปริมาณน้ำและยังสามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ในการ
เกษตรช่วงหน้าแล้ง จุดประสงค์เหมือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ของเราโดยแท้ เขื่อน
อัสวาน (Aswan high dam) ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 10 ปี กับชีวิตคน
งานหลายสิบชีวิต และงบประมาณมหาศาล มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกที
เดียว ผลจากการสร้างเขื่อนทำให้ เกิดทะเลสาบกว้างใหญ่ คือทะเลสาบนาซเซอร์
(Lake Nasser) ผลกระทบสำคัญคือน้ำในทะเลสาบนี้จะท่วมสิ่งก่อสร้าง
สมัยอียิปต์โบราณหลายสิบแห่งด้วยกัน ยูเนสโกจึงเป็นเจ้าภาพในการระดมทุนทำ
การย้ายสิ่งก่อสร้างเหล่านั้นเท่าที่ทำได้ขึ้นมาไว้ที่สูง เช่น กลุ่มวิหารฟิเล
(Temple of Philae) ก็ตัดวิหารออกเป็นชิ้นๆนำมาประกอบใหม่ให้
เหมือนเดิมบนเกาะอากิลเกีย (Agilkia) ทำให้เรายังมีโอกาสได้ชมวิหาร
ไอซิสหลังใหญ่ แม้ภาพสลักบางส่วนจะถูกทำลายเมื่อคราวชาวโรมันพยายามนำ
ศาสนาคริสต์เข้ามาในอียิปต์ก็ตาม….. หรือ วิหารอาบูซิมเบล ที่ฟาโรห์รามเสสที่
2 ผู้ยิ่งใหญ่สกัดเจาะภูเขาเข้าไปสร้างเป็นวิหารบูชาเทพโฮรัคติ หน้าทางเข้าสกัด
เป็นรูปพระองค์นั่งบนบัลลังก์สูงเต็มหน้าผา ภายในยังสลักภาพการสู้รบของ
พระองค์ และอักษรภาพเฮียโรกราฟฟิคบอกเล่าเรื่องราวมากมาย วิหารเล็กถัดไป
อีกเขาหนึ่งทรงสร้างเพื่อพระนางเนเฟอร์ตารีมเหสีอันเป็นที่รัก ก็สกัดภูเขาเข้า
ไปสร้างห้องสักการะเทพเฮเธอร์ (Hathor) ด้านหน้าวิหารสกัดเป็นรูป
พระองค์ยืนเคียงข้างกับมเหสีเต็มหน้าผาเช่นกัน วิหารอาบูซิมเบลก็อยู่ในโครง
การย้ายหนีน้ำในครั้งนั้นด้วย เพียงแค่ความใหญ่โตของตัววิหาร ความสวยงาม
ของภาพสลักภายใน ก็มหัศจรรย์มากมายแล้ว ยังมีความสามารถทางดาราศาสตร์
และการคำนวณให้แสงอาทิตย์ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์และ 22 ตุลาคมของทุกปี
สาดส่องผ่านประตูวิหารหลังใหญ่เข้ามายังห้องบูชาที่อยู่ลึกจากทางเข้าไปถึง 65 ม.
ส่องไปที่รูปสลักของเทพรา-โฮรัคติ, รูปสลักองค์ฟาโรห์รามเสสที่ 2 และ
เทพอะมุน-รา แต่ไม่ส่องโดนเทพพทาร์ (Ptah) ที่อยู่ซ้ายสุดเพราะเป็นเทพ
แห่งความมืด การสร้างภูเขาจำลองและตัดต่อขนย้ายวิหารทั้งหลังขึ้นมาสร้างใหม่
ให้เหมือนเดิมแม้แต่ช่วงวันที่แสงส่องห้องบูชา ใช้เวลากว่า 4 ปี นั่นก็เป็นเรื่อง
มหัศจรรย์เหมือนกัน
7.มัมมี่ 1000ปี
มัมมี่ (Mummy) เชื่อกันว่ามาจากคำว่า มัมมียะ (Mummiya)คำในภา
ษาเปอร์เชียซึ่งหมายถึงร่างของศพที่ถูกทำให้มีสีดำ
มัมมี่ คือ ศพที่ดองหรือแช่ในน้ำยาพิเศษในประเทศอียิปต์ พันทั่วทั้งร่างกาย
ด้วยผ้าลินินสีขาว เพื่อเป็นการรักษาสภาพของศพเพื่อรอการกลับคืนร่างของ
วิญญาณผู้ตาย ตามความเชื่อของชาวอียิปต์โบราณ คำว่า “มัมมี่” มาจากคำว่า
“มัมมียะ” (Mummiya) ซึ่งเป็นคำในภาษาเปอร์เซียร์ มีความหมายถึงร่าง
ของซากศพที่ถูกดองจนกลายเป็นสีดำ โดยชาวอียิปต์โบราณจะทำมัมมี่ของฟาโรห์
และเชื้อพระวงศ์ทุกพระองค์ และนำไปฝังในลักษณะแนวนอนภายใต้พื้นแผ่น
ทรายของอียิปต์ อาศัยแรงลมที่พัดผ่านในแถบทะเลทรายอาระเบียและทะเลทราย
ในพื้นที่รอบบริเวณของอียิปต์ เพื่อป้องกันการเน่าเปื่อยของซากศพที่อาบด้วยน้ำ
ยา
พิธีพระศพของฟาโรห์หรือขั้นตอนการทำมัมมี่
พีระมิดและพิธีศพของฟาโรห์เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกันอย่างเลี่ยงกันไม่ได้ เพระ
พิธีพระศพของฟาโรห์ถือเป็นพิธีกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในศาสนาอียิปต์โบราณต่าง
ทำพิธีในบริเวณที่พีระมิดทั้งสิ้น มีการเตรียมพิธีการตั้งแต่ฟาโรห์มีชีวิตอยู่ กล่าว
คือ มีการสร้างพีระมิดและหลุมเก็บพระศพขึ้นมาก่อน เมื่อฟาโรห์สิ้นพระชนแล้ว
จึงจัดพิธีการ
พิธีชำระล้างพระศพ จะชำระล้างให้สะอาดในทะเลสาบอันศักดิ์สิทธิของวิหาร
เทพเจ้าเรแห่งนครเฮลิโอโพลิส แล้จึงนำเข้าสู่วิหารหุบเขา
พิธีดองพระศพ ทำในวิหารหุบเขา พระจะทำพิธีผ่าเอาอวัยวะภายในของร่าง
กายไปเก็บไว้ในโถ เรียกว่า “คาปิก”มีทั้งหมดสี่โถ เมื่อบรรจุแล้วก็นำไปเก็บไว้
ในกล่องคาโนปิก ส่วนร่างกายจะแช่น้ำยาตรอนเป็นเวลา 70 วัน ก่อนที่จะล้างออก
และห่อด้วยผ้าลินินชุบน้ำยาตรอน เพื่อป้องกันการเน่าเปื่อยของร่างกาย
พิธีเปิดปากมัมมี่ พระและพระโอรสองค์ใดองค์หนึ่งของฟาณห์ที่สิ้นพระชนจะ
เดนไปที่รูปปั้นของฟาโรห์ 23 รูป ที่อยู่บริเวณห้องโถงรูปตัวที ในมือมีธูปเทียนที่
จุดแล้ว พระโอรสจะพรมน้ำบนรูปปั้นเหล่านี้ แล้วให้ขวานหรือสิ่วแตะบนปากรูป
ปั้นเบาๆแล้วชโลมปากรูปปั้นทั้งหมดด้วยน้ำนม พิธีนี้ทำขึ้นเพื่อให้ผู้ตายหรือมัมมี่
มีพลังในการพูด และหวนกลับมาเพื่อรอคอยการใช้ชีวิตในภพใหม่
ในอียิปต์โบราณมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของชีวิตหลังความตาย เกี่ยวกับการหวน
กลับคืนร่างของวิญญาณ โดยมีความเชื่อว่าเมื่อวิญญาณออกจากร่างไปชั่วระยะ
เวลาหนึ่งจะหวนกลับคืนสู่ร่างเดิมของผู้เป็นเจ้าของ จึงต้องมีการถนอมและรักษา
สภาพของร่างเดิม โดยการแช่และดองด้วยน้ำยาบีทูมิน ซึ่งจะช่วยรักษาและป้อง
กันไม่ให้ซากศพเน่าเปื่อยผุผังไปตามกาลเวลา

 

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก

 

http://www.thaigoodview.com/node/41865

 

นิตยสารยูงทอง ฉบับ “ค้นหา”
การก่อสร้างพีระมิด อาณาจักรอียิปต์โบราณ ลี้ลับเหนือโลก
Edwards, I.E.S., The Pyramids of Egypt
Penguin Books Ltd; New Ed edition (5 Dec
1991), ISBN 978-0-14-013634-0
Lehner, Mark, The Complete Pyramids,
Thames & Hudson, 1997, ISBN 978-0-500-
05084-2Mendelssohn, Kurt, The Riddle of
the Pyramids, Thames & Hudson Ltd (6 May
1974), ISBN 978-0-500-05015-6
วารสารเพื่อนเดินทาง ปีที่ 14 ฉบับที่ 147 มีนาคม 2535

เทพเจ้าแห่งอียิปต์

เทพรา
รา คือ เทพแห่งดวงอาทิตย์ใน ตำนานเทพเจ้าแห่งไอยคุปต์
ในช่วงที่มีการสร้างโลก เทพรา(Ra) เร(Re) อาเมน-รา(Amen-Ra)
หรือ อามอน-รา (Amon-Ra) ถือกำเนิดมาจากแม่น้ำแห่งเทพนุน กายล้อม
รอบด้วยกลีบดอกบัว ทุกวันเมื่อเข้าสู่ราตรีกาล เทพราจะกลับมาบรรทมในดอกบัวนี้
สัญลักษณ์ของพระองค์เป็นนกศักดิ์สิทธิ์ เรียกว่า นกเบนนู(Bennu bird)
เกาะที่ยอดพีระมิด ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งแสงอาทิตย์
เทพราเป็นดั่งบิดาแห่งมวลมนุษย์และสรรพสิ่งทั้งหลาย ทรงสร้างเทพชู เทพ
แห่งลม เทวีเตฟนุต เทวีแห่งสายฝน เทพเกบ เทพแห่งปฐพี เทวีนุต เทวีแห่งท้อง
ฟ้าและเทพแห่งแม่น้ำนิลนาม เทพฮาปี
เทพรามีหลายพระนามด้วยกันคือ ในตอนเช้ามักถูกเรียกว่า เฆปรี(Khepri)
หรือ เฆเปรา(Khepera) เรียกว่าราในตอนกลางวัน และตุม(Tum)หรือ
อาตุม(Atum) ในตอนเย็น เทพราจะเสด็จออกจากเมืองเฮลีโอโปลิสพร้อมกับ
เหล่าเทพเจ้า โดยใช้เรือสุริยันเป็นยานพาหนะ เพื่อตรวจเยื่ยมราษฎรในแคว้น
ทั้ง 12 แคว้น ทำให้เกิดแสงอาทิตย์ตลอด 12 ชั่วโมงใน 1 วัน
มีตำนานเกี่ยวกับเทพราอีกมากมาย แต่ก่อนเทพราจะมีเฉพาะฟาโรห์เท่านั้นที่สัก
การะได้ บางครั้งสัญลักษณ์ของเทพราคือวงกลมหนุนอยู่บนเรือ แต่ส่วนมากมัก
เป็นมนุษย์ พระเศียรเป็นนกเหยี่ยว
เทพโอซีริส (Osiris)
คือหนึ่งในเทพของ ตำนานเทพเจ้าแห่งไอยคุปต์ เทพแห่งเกษตรกรรม
โบราณ ซึ่งผู้นับถือมาจากซีเรีย (Syria) ทรงเป็นพระโอรสองค์แรกของ
เทพเกบและเทวีนุต ทรงเกิดที่เมืองธีบส์ (Thebes) เมื่อทรงประสูติ มีเสียง
ร้องดังเข้าไปถึงในวิหารร้องว่า กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่และเพียบพร้อมได้ประสูติแล้ว
หรือเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดได้เข้ามาสู่แสงสว่างแล้ว กล่าวกันว่าเทพโอซีริส และเทวี
ไอซิสตกหลุมรักกันตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์ บางกรณีก็กล่าวว่าทั้งสองพระองค์ทรง
อภิเษกกัน และเทพโอซีริสได้บัลลังค์จากเทพเกบผู้เป็นบิดา ตามตำนานของเทพ
โอซีริส พระองค์ได้สอนศิลปวิทยาการทั้งหลายแก่มวลมนุษย์ โดยมีเทพธอธเป็นผู้
ช่วย ในช่วงที่เทพโอซีริสไม่อยู่นั้น เทพเซ็ตซึ่งเป็นพระอนุชาคิดกบฎ อยากได้บัล
ลังค์และตัวเทวีไอซิส ทั้งยังต้องการเปลี่ยนกฏระเบียบใหม่ แต่เทวีไอซิสรู้ทันทุกครั้ง
ครั้งเมื่อเทพโอซีริสเสด็จกลับมาไม่นาน เทพเซ็ตและอาโส (Aso)ราชินี
แห่งเอธิโอเปียและกบฏอีก 72 คน ได้ร่วมกันล้มล้างเทพโอซีริสจนสำเร็จ ร่างของ
เทพโอสซีริสถูกจับโยนลงแม่น้ำนิล เทวีไอซิสพยายามค้นหาจนพบแล้วใช้พลังมา
ยิกของพระนางร่วมกับความช่วยเหลือของเทพธอธเทวีเนฟธีสเทพอานูบิสและ
เทพฮอรัส ทำให้เทพโอซีริสซึ่งได้เดินทางไปยังโลกแห่งความตายหรือมตภพดู
อัตแล้วกลับมามีชีวิตอีกครั้ง แต่พระองค์อยากปกครองโลกแห่งความตายมากกว่า
ดังนั้นจึงยกราชสมบัติให้เทพฮอรัสผู้เป็นโอรสแทน
สัญลักษณ์ของพระองค์มักเป็นชาย ประทับยืนอยู่หรือประทับนั่งบนบังลังค์
หรือวาดเป็นมนุษย์กำลังลุกจากแท่นตั้งศพ หรือเป็นกษัตริย์พระหัตถ์โผล่ขึ้นมา
จากผ้าพันมัมมี่ ถือแส้เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจสูงสุด พระวรกายเป็นสีแดงแสดงถึงพื้นดิน หรือสีเขียวที่แสดงถึงพืชพันธุ์ ทรงสวมมงกุฏสีขาวแสดงถึงไอยคุปต์ตอนบน และมีขนนกสีแดงสองเส้นแห่งเมืองบูสีริส(Busiris) ประดับอยู่ บางครั้งจะสวมวงสุริยะและเขาสัตว์
เทพฮอรัส
คือหนึ่งในเทพของ ตำนานเทพเจ้าแห่งไอยคุปต์
เทพฮอรัส(Horus) ทรงเป็นพระโอรสของเทพโอซีริส และเทวีไอซิสและ
เป็นพระสวามีของเทวีฮาธอร์ทรงเป็นเทพที่เกิดจากการรวมกันของเทพนกเหยี่ยว
และเทพแห่งแสงสว่างทรงมีพระเนตรขวาเป็นดวงอาทิตย์และพระเนตรซ้ายเป็น
ดวงจันทร์สัญลักษณ์ของเทพฮอรัสคือเป็นมนุษย์ที่มีศีรษะเป็นนกเหยี่ยวทรงสวม
มงกุฎสองชั้นหรือแกะสลักเป็นรูปวงสุริยะมีปีกอยู่ที่รั้ววิหารประจำพระองค์หรือ
คือนกเหยี่ยวกำลังบินอยู่เหนือการสู้รบของฟาโรห์ที่อุ้งเล็บมีแส้แห่งความจงรัก
ภักดีและแหวนแห่งความเป็นนิรันดร์อยู่
เทพฮอรัสทรงมีพระนามมากมายตามท้องที่ที่สักการะและความเชื่อ เช่น
เทพฮาโรเอริส(Haroeris) ฮอรัส เบฮ์เดตี (Horus Behdety) ฮาราเคตฮาร์มาฆิส(Harmakhis) และ ฮาร์สีเอสิส(Harsiesis)
เทพอานูบิส
คือหนึ่งในเทพของ ตำนานเทพเจ้าแห่งไอยคุปต์
เทพอานูบิส(Anubis)เป็นพระโอรสของเทวีเนฟธีส และเทพโอสิริสทรง
มีสัญลักษณ์เป็นสุนัขหรือสุนัขจิ้งจอกซึ่งเป็นสัตว์ในทะเลทรายใกล้สุสานทรงได้รับ
ความเคารพมากในไอยคุปต์โดยเฉพาะในทะเลทรายแห่งตะวันตกที่เรียกว่าบ้าน
แห่งความตาย
ทรงเคยเป็นเทพแห่งความตายมาก่อนเทพโอสีริสและเป็นเทพแห่งความตาย
สำหรับฟาโรห์องค์แรกเทวีอีสิสทรงเลี้ยงพระองค์มาดั่งลูกในไส้เมื่อโตขึ้นเทพ
อานูบิสจึงเป็นผู้ปกป้องพระนาง
พระองค์เป็นผู้เสาะหาน้ำมันหอมหรือยาที่หายากในการทำมัมมี่ศพเทพโอสีริส
ร่วมกับเทวีอีสิสและเทวีเนฟธีสพระมารดาจากนั้นพระองค์จะทำพิธีศพให้เทพ
โอสีริสพิธีที่พระองค์ทรงคิดขึ้นนั้นเป็นรูปแบบพิธีการฝังศพในเวลาต่อมา
มีความเชื่อว่าเทพอานูบิสมีบทบาทสามอย่างคือ
* ทรงเป็นผู้ช่วยในการดองศพให้ถูกต้อง และสร้างองค์ประกอบขึ้นมาใหม่
* ทรงเป็นผู้รับมัมมี่ในหลุมศพเป็นการเปิดพิธีกรรม
* ทรงเป็นสื่อกลางในการนำวิญญาณไปที่สนามแห่งของขวัญจากฟ้า
โดยใช้มือปกป้องมัมมี่
ที่สำคัญที่สุดคือ ทรงเป็นผู้ช่วยในการชั่งวิญญาณโดยเป็นผู้ดูตาชั่งอย่างละ
เอียด ส่วนเทพธอธจะเป็นผู้บันทึกการตัดสินเมื่อถือว่าวิญญาณนั้นบริสุทธิ์แล้ววิญ
ญาณจะไปเข้าเฝ้าเทพโอสีริสเพื่อพิพากษาให้ไปสู่ในโลกแห่งวิญญาณใหม่หากไม่บริสุทธิ์จะถูกลงโทษอย่างโหดร้าย
เทพอานูบิสมีสัญลักษณ์เป็นชายมีศีรษะเป็นสุนัขจิ้งจอกหรือเป็นสุนัขคอย
ติดตามเทวีไอสิสหรือเป็นสุนัขจิ้งจอก หรือสุนัขชูคอหมอบอยู่ที่ฐานหรือบนหลุม
ศพ
เทวีไอซิส(Isis)
ทรงประสูติในวันที่ 4 ที่เพิ่มเข้ามา ทรงเป็นเทวีที่มักได้รับความเคารพคู่กับ
เทพโอซีริสกล่าวกันว่าทั้งสองพระองค์ให้กำเนิดเทพฮอรัสโดยการรวมตัวกัน
ในขณะที่เทพฮอรัสยังอยู่ในพระครรภ์หรือหลังจากเทพโอซีริสสิ้นพระชนม์แล้ว
ในช่วงที่เทพโอซีริสยังอยู่ พระนางมีบทบาทเพียงช่วยพระสวามีในการสร้าง
อารยธรรมแก่มวลมนุษย์ เพราะพระนางคือเทวีแห่งมารดร หลังจากเทพโอซีริส
วรรคตแล้วพระนางจึงมีบทบาทมากขึ้น ยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับพระนาง เทพโอซีริส
และพระโอรสอีกมากมาย
สัญลักษณ์ของเทวีไอซิสมีหลายแบบ พระนางอาจเป็นมนุษย์ที่มีศีรษะเป็นวัว
หรือมีดวงจันทร์สวมบนศีรษะ หรือสวมมงกุฎรูปดอกบัวและมีหูเป็นข้าวโพด
หรือถือขาแพะ สัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ แต่ถ้าเป็นรูปปั้นมักเป็นรูปพระ
มารดากำลังให้นมเทพเจ้าฮฮรัสอยู่ แสดงถึงการปกป้องเด็กๆจากโรคภัย บนศีรษะ
มีเขาสองเขาและมีวงสุริยะอยู่ตรงกลาง
คำว่าไอซิส(Isis) เป็นนามในภาษากรีกเป็นพระนามของเทวีที่มีชื่อ
เสียงโด่งดังที่สุดองค์หนึ่งของชาวไอยคุปต์ที่เรียกกันว่า เทวีเอเซ็ท
กล่าวกันว่าเมื่อเปรียบเทียบแล้วเทวีไอซิสเทียบเท่ากับเทวีดีมิเทอร์ เทวีแห่ง
โลกและเทวีเฮรา(Hera)หรืออีกพระนามซึ่งฟังแล้วคุ้นหูมากกว่าคือ
จูโน(Juno) รวมทั้งเทวีเซเลนเทวีแห่งดวงจันทร์ ซึ่งชาวกรีกก็นับถือพระนาง
ไอซิสด้วยเช่นกันเทวีไอสิส หรือปกป้องผู้ตายด้วยปีกที่แขนของนาง
เทวีเสลเคต (Selket) หรือเสร์คูเอต (Serquet)
เทวีแมงป่อง มีชื่อเสียงขึ้นมาโดยราชาแมงป่อง กษัตริยก่อนราชวงศ์ พระนาง
เกี่ยวข้องกับความอุดมสมบูรณ์ เพราะพระนางเป็นหนึ่งในเทวีผู้พิทักษ์ต้นน้ำทั้งสี่
แห่งแม่น้ำนิล หน้าที่ของเทวีเสลเคตคือ เป็นคนเฝ้างูอาโปฟิส ศัตรูของเทพราที่
ถูกมัดและขังไว้ใต้พิภพ พระนางเป็นชายาของเทพเนเฆบคาอู
(Nekhebkau) เทพแห่งงูใหญ่ มีแขนเป็นมนุษย์ ซึ่งบางครั้งก็ถือว่าเป็น
หนึ่งในเหล่าปีศาจซึ่งอาศัยอยู่ใต้โลก กล่าวกันว่าเทวีเสลเคตถูกมัดด้วยโซ่จน
สวรรคต แต่พระสวามีของเธอบางครั้งก็เป็นเทพที่ดี คอยให้อาหารแก่วิญญาณ
ของผู้ตาย ถ้าในกรณีนี้ เทวีเสลเคตก็เป็นเทวีที่ดีด้วย
โดยปกติแล้วเทวีเสลเคตจะช่วยเทวีไอสิสทำพิธีศพเทพโอสิริสและเป็นผู้ช่วย
คอยดูแลเทพโฮรุส พระนางจะประทับยืนอยู่กับเทวีอีสิสตรงปลายโลงศพ และเป็น
เทพ 1 ใน 4 ที่ประจำที่ไหเก็บเครื่องในมัมมี่ที่เก็บลำไส้
เทวีเสลเคตมีสัญลักษณ์เป็นมนุษย์ ศีรษะเป็นแมงป่อง หรือกายเป็นแมงป่อง
ศีรษะเป็นมนุษย์ บางครั้งก็เป็นเช่นเดียวกับอิมโฮเตป (Imhotep)เป็นหนึ่ง
ในมนุษย์เทพของ ตำนานเทพเจ้าแห่งไอยคุปต์
อิมโฮเตป
เป็นอัครเสนาบดีของฟาโรห์โจเสร์ (Djoser) ฟาโรห์องค์แรกหรือ
คนที่ 2 ของราชวงศ์ที่ 3 มีเมืองหลวงอยู่ที่เมืองเมมฟิส เป็นคนแรกที่บันทึกประ
วัติศาสตร์ของชาวไอยคุปต์ไว้ มีชื่อเสียงโด่งดังในความสามรถหลายอย่าง ทั้งเป็น
นักเขียน เป็นหมอ เป็นนักบวชที่เรียนรู้หลักคำสอนของเฮลีออโปลีเทนและเป็น
ผู้ที่ค้นพบหลักวิชาดาราศาสตร์และสถาปัตยกรรม
ความฉลาดปราดเปรื่องของอิมโฮเตปทำให้ประชาชนเชื่อถือว่าเขาเกี่ยวข้องกับ
เทพองค์สำคัญ อย่างเช่น เทพปตาฮ์และเทพธอธ
ชาวไอยคุปต์ทุกสมัยรู้จักผลงานทางด้านสถาปัตยกรรมของอิมโฮเตปในนาม
ของปิรามิดขั้นบันไดหรือมาสตาบาแห่งโจเสร์ที่
สักการา ใกล้ๆกับเมืองเมมฟิส พีระมิดชนิดนี้สร้างจากก้อนหินปูนที่นำมาจากเมือง
ตูรา (Tura) บนริมฝั่งตะวันออกของแม่น้ำนิล เป็นพีระมิดแห่งแรกที่ก่อ
สร้างด้วยหินล้วนๆ มีลักษณะเป็นขั้นบันไดขนาดใหญ่สำหรับกษัตริย์ขึ้นไปบน
ท้องฟ้า แวดล้อมด้วยวิหารที่ใช้สำหรับประกอบพิธีกรรมและสถานที่เฉลิมฉลอง
ของกษัตริย์มากมาย
สัญลักษณ์ของอิมโฮเตปเป็นนักบวชโกนศีรษะ นั่งหรือคุกเข่าบนม้วนกระดาษ
ปาปิรุส บางครั้งก็สวมกระโปรงยาวอย่างนักบวช ม้วนกระดาษปาปิรุสแสดงถึง
แหล่งของความรู้ ส่วนการแต่งกายอย่างนักบวชนั้นเป็นสัญลักษณ์ของความ
บริสุทธ์ทางศาสนา
อาเมนโฮเตป หรือ อาเมนโฮเตปที่ 3 เป็นหนึ่งในมนุษย์เทพของ ตำนานเทพ
เจ้าแห่งไอยคุปต์ เป็นอัครเสนาบดีแห่งอียิปต์โบราณ
อาเมนโฮเตป(Amenhotep) บุตรชายของฮาปู (Hapu)เป็นอัครเสนา
บดีที่ราชสำนักของฟาโรห์อาเมนโฮเตปที่ 3 ในราชวงศ์ที่ 18เขาคือหัวหน้าทาง
การทหาร แต่ก็เป็นสถาปนิกในการก่อสร้างสิ่งต่างๆหลายอย่าง
อาเมนโฮเตปได้รับความเคารพเนื่องจากเป็นสัญลักษณ์ของเนื้อแท้ประเพณี
เป็นชายผู้มีความรู้ปรากฏในหนังสือศักดิ์สิทธิ์ทุกเล่ม และเป็นเช่น เทพธอธผู้เลิศ
เลอเขาเป็นที่ปรึกษาที่สุขุมและเขียนหนังสือมายิกซึ่งแสดงให้เห็นถึงลักษณะตาม
ธรรมชาติของเทพธอธ
อาเมนโฮเตปที่ 3 ได้สร้างรูปปั้นของเขาในวัดประจำของเจาที่คาร์นัคและสร้าง
หลุมฝังศพสำหรับความเป็นนิรันดร์บนฝั่งแม่น้ำนิลตะวันตกที่เมืองงเธเบสฟาโรห์
ปโตเลมีที่ 4 สร้างวัดที่เมืองเดอีร์-เอล-เมดีนา (Deir el-Medina)รอบ
ๆหลัมฝังศพของอาเมนโฮเตป
ในวัดนี้ อาเมนโฮเตปและอิมโฮเตปจะได้รับการสักการะร่วมกันอาเมนโฮเตป
เกี่ยวข้องกับเทพโอสิริสและอามอน-ราเป็นพิเศษมีสัญลักษณ์เป็นมนุษย์มีหนวด
ถือม้วนกระดาษปาปิรุสอยู

สฟิงซ์

สฟิงซซ์ เป็นรูปปั้นที่มีส่วนหัวเป็นมนุษย์ และมีร่างเป็นสิงโตขนาดสูงใหญ่ กล่าวกันว่า
ใบหน้าของสฟิงซ์คือใบหน้าจำลองจากพระพักตร์ของเทพฮาร์มาซิส นั่นเอง แต่
ปัจจุบันก็มีการถกเถียงกันเรื่องของอายุของสฟิงซ์ บางคนเชื่อว่าน่าจะมีอายุมาก
กว่าพีระมิดเสียอีก เนื่องจากพิจารณาจากหินที่ใช้ทำ สฟิงซ์และพีระมิดเป็นหินคน
ละชนิดกัน และหากฟาโรห์คาฟราเป็นผู้สร้างพีระมิดจริงก็มีเหตุผล 2 ประการ คือ
6.1.วิหารหุบเขาใกล้กับพีระมิดมีรูปสลักหินของพระองค์ตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก
6.2.ใบหน้าของสฟิงซ์เป็นใบหน้าของฟาโรห์คาฟรา
ความมหัศจรรย์ของพีระมิดแห่งเมืองกีซาถูกศึกษาและค้นพบกันอย่างไม่รู้จบ
ทั้งความมหัศจรรย์ของเทคโนโลยีการก่อสร้างที่ต้องสกัดหินจากแหล่งหินที่อยู่
ไกลนับร้อยไมล์ สกัดตัดแต่งให้เป็นก้อนสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ขนส่งมาตามลำน้ำ
ไนล์ ใช้แรงงานคนนำก้อนหินหนักเป็นตันๆขึ้นมาวางซ้อนกันอย่างได้ระยะได้พิ
กัดแม่นยำ หรือความมหัศจรรย์ทางคณิตศาสตร์และดาราศาสตร์ เช่น นำความ
กว้างของฐานพีระมิดหารด้วยสองเท่าของความสูงพีระมิดให้บังเอิญได้ค่าเท่ากับ
22/7 คือค่า p ซึ่งสัมพันธ์กับเส้นรอบวงและรัศมีของวงกลม หากคุณเคยเรียน
วิชาคณิตศาสตร์คงจะพอรู้จักเจ้าค่าไพน์นี้ หรือความมหัศจรรย์ทางด้าน
วิทยาศาสตร์หรือฟิสิกส์ ก็ได้มีการทดลองเรื่องพลังงานภายในโครงสร้างพีระมิด
เรื่องสนามแม่เหล็กตามแนวเหนือใต้ ต่างได้ผลมหัศจรรย์มากมาย
เมื่อได้มายืนอยู่ใกล้ๆกับสิ่งก่อสร้างขนาดมหึมาทั้งพีระมิดและสฟิงซ์แล้ว ก็พอ
เข้าใจว่าเหตุใดชาวอียิปต์ถึงได้ภาคภูมิใจในสิ่งก่อสร้างมหัศจรรย์เหล่านี้ หินแต่ละ
ก้อนที่นำมาก่อซ้อนกัน มีขนาดใหญ่โตจนไม่สามารถจินตนาการได้ว่าความรู้
ความสามารถของคนห้าพันกว่าปีก่อน ที่ไม่มีเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่มีเครื่องมือ
เครื่องทุ่นแรง จะตัดจะขนส่งและยกกันขึ้นไปเรียงด้วยแรงกำลังของมนุษย์ได้
อย่างไร สัดส่วนที่ลงตัวและความสมดุลในโครงสร้างล้วนเป็นสิ่งมหัศจรรย์โดยแท้
แต่อียิปต์ก็ไม่ได้มีความมหัศจรรย์แค่เพียงสิ่งก่อสร้างที่เรียกว่าพีระมิดเท่านั้น
หากเดินทางเลาะลงใต้ไปตามลำน้ำไนล์ จากกรุงไคโรไปราว 420 ไมล์ถึงเมืองลัก
ซอร์ (Luxor) หรือนครธีปต์ (Thebes) อดีตเมืองหลวงในราชวงศ์ที่
12 จะตะลึงกับความยิ่งใหญ่สวยงามของวิหารลักซอร์และวิหารคาร์นัค (Karnak)
ที่ฟาโรห์หลายยุคสมัยร่วมกันสร้างถวายแก่เทพอามุน-รา (Amun-Ra)เทพ
มัต (Mut) และเทพคอนซู (Khonsu) เสาต้นใหญ่ขนาดสิบคนโอบ สูง
23 ม. นับร้อยต้นในห้องโถงใหญ่ (The great Hypostyle Hall)
สลักภาพเทพเจ้าต่างๆและเรื่องราวความเชื่อความศรัทธาของชาวอียิปต์โบราณ
จินตนาการได้ถึงตอนที่วิหารยังสมบูรณ์เป็นสถานที่สำหรับองค์ฟาโรห์และ
นักบวชชั้นสูงใช้เป็นที่ทำพิธีสักการะเทพอามุน-รา สฟิงซ์ที่นอนหมอบเรียงเป็น
แถวยาว เคยมีตลอดทางเดิน 3 กม.ระหว่างสองมหาวิหาร เสาโอเบลิสก์แกะสลัก
อักษรภาพเฮียโรกราฟฟิคละเอียดลึก ตั้งตระหง่านอยู่หน้าวิหาร ช่างมหัศจรรย์ทั้ง
ขนาด การสร้าง การขนส่ง และการนำเสาสูงร่วม 20 ม. มาวางตั้งได้อย่างมั่นคง
ข้ามแม่น้ำไนล์ไปฝั่งตะวันตกของเมืองลักซอร์ ผ่านทุ่งทะเลทรายร้อนระอุมุ่งสู่ยอด
เขาแหลมทรงปิรามิดของเทือกเขาธีบัน (Theban) เป็นที่ตั้งของ หุบผา
กษัตริย์ (Valley of the King) ที่ฝังพระศพฟาโรห์ในยุคหลังจำ
นวนมากมาย ที่มุ่งเน้นเรื่องความปลอดภัยของสุสานแถมยังสิ้นเปลืองเงินและแรง
งานน้อยกว่า สุสานยุคนี้จะขุดอุโมงค์เข้าไปเป็นทางยาวลึกจนถึงห้องเก็บพระศพ
มีทางแยกเป็นห้องเล็บ

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.