พีระมิดแห่งอียิปต์

พีระมิดเกิดขึ้นมาได้อย่างไร
คำว่า “พีระมิด”มาจากคำว่า “Pyramid” ในภาษา กรีก ซึ่งแปลว่า
“ขนมเค้กข้าวสาลี” อาจเป็นเพราะพีระมิดมีลักษณะคล้ายกับขนมเค้กก็ได้ ชาว
กรีกเป็นผู้เริ่มใช้คำว่า พีระมิด ส่วนคำว่าพีระมิดในภาษาอียิปต์โบราณ เรียกว่า
“เมอร์” ( mer ) ในสมัยก่อน (ราชวงศ์ที่ 1 เรื่อยมาจนถึงปฐมกษัตริย์
แห่งราชวงศ์ที่ 3 ของอียิปต์) สุสานของฟาโรห์เป็นลักษณะที่เรียกว่า “มาสตาบา”
เป็นการสร้างสุสานอย่างง่ายๆ เป็นรูปสี่เหลี่ยมสร้างด้วยอิฐมีประตูหลอกหลาย
ประตู แต่มีประตูจริงเพียงบานเดียว ห้องเก็บพระศพเจาะป็นอุโมงค์ลึกไปตามผืน
ดินโดให้มีความลึกและเป็นความลับตามพระขององค์ฟาโรห์ จนกระทั่งสมัยของ
ฟาโรห์ซอเซอร์ การสร้างสุสานของฟาโรห์เริ่มเปลี่ยนแปลงไป โดยมีเสนาบดีอิม
โฮเทปเป็นผู้ออกแบบก่อสร้างพีระมิด โดยพีระมิดสมัยนั้น เรียกว่า “พีระมิดขั้น
บันได” ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นพีระมิดแท้ในที่สุด
สถานที่ตั้ง เมืองกิซา ประเทศอียิปต์
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้
มหาพีระมิดแห่งอียิปต์เป็นสิ่งมหัศจรรย์ยุคโบราณ เพียงสิ่งเดียวที่ยังคงสภาพ
เกือบสมบูรณ์เหมือนในอดีต ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์ ณ เมืองกิซ่า
ตอนเหนือของกรุงไคโร เมืองหลวงของประเทศอียิปต์ ประกอบไปด้วยพีระมิด
ใหญ่ 3 องค์ คือ พีระมิดที่บรรจุพระศพของฟาโรห์ คีออปส์ (Cheops)คีเฟรน
( Chephren) และไมเซอรินัส (Mycerinus)
พีระมิดเป็นสิ่งก่อสร้างรูปกรวยเหลี่ยมใช้เพื่อเป็นที่เก็บมัมมี่หรือพระศพของ
ฟาโรห์นั่นเอง แต่ก่อนจะมาเป็นพีระมิดนั้น ที่ฝังศพในยุคแรกๆของกษัตริย์และ
ราชวงศ์รวมถึงขุนนางชั้นสูง นิยมใช้หินก่อเป็นห้องลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้าหลังคา
แบนราบทับอยู่บนที่ฝังศพ เรียกกันว่ามาสตาบา (Mastaba) มีช่องทางลง
ไปยังที่เก็บศพหรือหลุมศพจากด้านหลังคา ภายในวาดภาพหรือสลักภาพต่างๆบอก
เล่าเรื่องราวของเจ้าของสุสาน ต่อมาฟาโรห์โซเซอร์ (Djoser)ในราชวงศ์
ที่ 3 ประมาณ 2,600 ปีก่อนคริสต์กาล พระองค์ได้มีคำสั่งให้อิมโฮเทปผู้เป็น
สถาปนิกและคนสนิทของพระองค์ ทำการออกแบบและก่อสร้างสุสานสำหรับบรรจุ
พระศพของพระองค์ให้ยิ่งใหญ่ขึ้น อิมโฮเทปจึงออกแบบให้เป็นมาสตาบาก่อซ้อน
กันขึ้นไป 6 ชั้นลดหลั่นกันทุกระดับ จึงถูกเรียกว่าพีระมิดขั้นบันไดหรือ
Step pyramid
พีระมิดแห่งกีซา
เป็นมหาพีระมิดที่นับว่าสวยงามที่สุด แลยิ่งใหญ่ที่สุด ประกอบด้วยพีระมิดของ
ฟาโรห์ทั้งส้น 3 พระองค์ คือ ฟาโรห์คูฟู ฟาโรห์คาฟรา และฟาโรห์เมนคารูเร
ฟาโรห์คูฟู หวังจะสร้างพีระมิดที่ยิ่งใหญ่เพียงแห่งเดียวโดยอาศัยประสบการอันช่ำ
ชองของผู้ที่คุมการก่อสร้าง
ต่อจากฟาโรห์คูฟู ผู้ที่สร้างพีระมิดที่กีซาก็คือฟาโรห์คาฟรา พระโอรสของ
ฟาโรห์คูฟูซึ่งนอกจากจะสร้างพีระมิดให้มีขนาดใกล้เคียงกับพีระมิดของฟาโรห์คูฟู
แล้วยังมีสฟิงซ์อีกด้วย และฟาโรห์เมนคารูเร พระโอรสของฟาโรห์ก็สร้างพีระมิด
องค็ที่สาม เป็นกลุ่มพีระมิดที่สวยที่สุดในโลก
หมู่พีระมิดแห่งกิซ่า (Giza Pyramid Complex)
พีระมิด (Pyramid) ใน ประเทศอียิปต์ มีมากมายหลายแห่งด้วยกัน
แต่ที่มีชื่อเสียงที่สุดจนอาจนับเป็นตัวแทนของพีระมิดอียิปต์ทั้งมวล ได้แก่
หมู่พีระมิดแห่งกิซ่า (Giza Pyramid Complex) ซึ่งประกอบไป
ด้วย
พีระมิดคูฟู (Khufu)
พีระมิดคูฟู หรือ มหาพีระมิดแห่งกิซ่า (The Great Pyramid
of Giza) หนึ่งเดียวในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ที่ยังคงเหลืออยู่ในปัจจุบัน
มีขนาดใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดในหมู่พีระมิดแห่งกิซ่า
พีระมิดคาเฟร (Khafre)
ตั้งอยู่ตรงกลางของพีระมิดทั้ง 3 และสร้างอยู่บนพื้นที่สูง ทำให้ดูเหมือนมีขนาด
ใหญ่ที่สุด และมีบางคนเข้าใจผิดว่าพีระมิดคาเฟรคือมหาพีระมิดแห่งกิซ่า ทางทิศ
ตะวันออกของพีระมิดคาเฟรมี มหาสฟิงซ์ (The Great Sphinx of
Giza) หินแกะสลักขนาดมหึมาที่มักปรากฏในภาพถ่ายคู่กับพีระมิดคาเฟร
พีระมิดเมนคูเร (Menkaure)
ขนาดเล็กที่สุดและเก่าแก่น้อยที่สุดในหมู่พีระมิดแห่งกิซ่า จากตำแหน่งการก่อ
สร้างทำให้คาดได้ว่า เดิมอาจตั้งใจสร้างให้มีขนาดใกล้เคียงพีระมิดคูฟู และพีระมิด
คาเฟรแต่ในที่สุดก็สร้างในขนาดที่เล็กกว่า พีระมิดเมนคูเรมักปรากฏในภาพถ่าย
พร้อมกับหมู่พีระมิดราชินีทั้ง 3 (The Three Queen’s Pyrami
ds)
พีระมิดทั้งสามสร้างเรียงต่อกันเป็นระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร ทางทิศ
ตะวันตกของกรุงไคโร เมืองหลวงของประเทศอียิปต์ในปัจจุบัน ด้วยโครงสร้าง
ใหญ่โตและลักษณะรูปทรงเรขาคณิตเฉพาะตัว ทำให้สามารถสังเกตเห็นได้จากระ
ยะไกล ทั้งนี้แม้แต่จากภาพถ่ายดาวเทียม
พีระมิดโซเซอร์(Djoser’s Pyramid)
พีระมิดขั้นบันไดของฟาโรห์โซเซอร์ที่เมืองซักคารา หรือ พีระมิดแห่งซักคา
รา (The Pyramid of Saqqara) นับเป็นพีระมิดแห่งแรกของ
อียิปต์ ที่ฟาโรห์โซเซอร์ (Djoser หรือ Zoser) แห่งราชวงศ์ที่ 3 เป็น
ผู้สร้างขึ้น โดยมี อิมโฮเทป (Imhotep) ที่ปรึกษาประจำองค์ฟาโรห์เป็น
สถาปนิกผู้ออกแบบ ลักษณะที่สำคัญคือเป็น พีระมิดขั้นบันใด (Step
Pyramid) ซ้อนกันรวม 6 ชั้น เปรียบเสมือนบันไดไปสู่สวรรค์ ส่วนพีระมิด
รุ่นหลังที่เป็นแบบมหาพีระมิดที่แต่ละด้านของพีระมิดลาดเอียงลงประมาณ 51
องศามีความชันน้อยกว่าและไม่เป็นขั้นบันได ก็ถือว่าเป็นการลาดของลำแสงดวง
อาทิตย์เช่นกัน ในขณะที่พีระมิดยุคต่อมาจะไม่มีลักษณะของขั้นบันไดให้เห็น ก่อน
หน้านี้สุสานของฟาโรห์จะสร้างอยู่ใต้ดินโดยปิดทับด้วยสิ่งก่อสร้างที่ไม่สูงมากนัก
เรียกว่า มัสตาบา (Mastaba)
พีระมิดไมดุม (Meidum Pyramid)
พีระมิดไมดุม สร้างโดยฟาโรห์สนอฟรู (Snofru) หรืออีกพระนามหนึ่ง
คือ ซเนเฟรู (Sneferu) ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ที่ 4 ของอียิปต์โบราณ เป็นพีระมิด
ที่พยายามพัฒนารูปแบบต่อจากพีระมิดขั้นบันไดของฟาโรห์โซเซอร์ โดยตั้งใจจะ
ก่อสร้างให้มีรูปร่างเป็นพีระมิดที่สมบูรณ์ แต่เกิดปัญหาพังทลายลงระหว่างการก่อ
สร้างเนื่องจากพื้นทรายด้านล่างรองรับน้ำหนักพีระมิดไม่ไหว นักประวัติศาสตร์
ส่วนหนึ่งเชื่อว่า ฟาโรห์สนอฟรูสร้างพีระมิดไมดุมนี้ให้กับ ฟาโรห์ฮูนิ (Huni)
ฟาโรห์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ที่ 3 ผู้เป็นพระราชบิดาของพระองค์
พีระมิดหักงอ (Bent Pyramid)
พีระมิดหักงอ (Bent Pyramid) หรือบางครั้งเรียกกันสั้นๆ ว่า
พีระมิดงอ สร้างขึ้นโดย ฟาโรห์สนอฟรู (Snofru) หลังจากการก่อสร้าง
พีระมิดไมดุมประสบความล้มเหลว เดิมมีเป้าหมายจะสร้างให้มีรูปร่างเป็นแบบ
พีระมิดที่สมบูรณ์ แต่เกิดปัญหาในระหว่างการก่อสร้างเนื่องจากแต่ละด้านของ
พีระมิดทำมุมชันมากเกินไปคือชันถึง 54 องศาทำให้ต้องเปลี่ยนแบบการก่อสร้าง
กลางคัน กลายเป็นพีระมิดที่แต่ละด้านหักมุมเปลี่ยนความชันที่ประมาณระหว่าง
กลางความสูงของพีระมิดเหลือความชัน 43 องศา นับเป็นพีระมิดที่มีชื่อเสียงอีก
แห่งหนึ่งเนื่องจากรูปร่างที่แปลกตาอย่างเห็นได้ชัดและแสดงถึงความสามารถของ
ผู้สร้างที่สามารถแก้ไขปัญหาการก่อสร้างที่เกิดขึ้นเมื่อกว่า 4,600 ปีมาแล้ว ประ
สบการณ์จากพีระมิดหักมุมนี้เอง ทำให้การก่อสร้างพีระมิดแห่งต่อมาประสบความ
สำเร็จ และส่งผลให้มีการสร้าง มหาพีระมิดแห่งกิซ่า ที่กลายเป็นหนึ่งเดียวของ
เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ที่ยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน
พีระมิดแดง (Red Pyramid)
พีระมิดแดงของฟาโรห์สเนเฟรู
พีระมิดแดง (Red Pyramid) สร้างโดยฟาโรห์สนอฟรู หลังจากพีระมิด
เมดุม และพีระมิดหักงอ นับเป็นพีระมิดที่มีรูปร่างสมบูรณ์แบบแห่งแรกของโลก
ด้านทั้ง 4 ของพีระมิดแดงทำมุมเอียง 43 องศาเท่ากับมุมเอียงในส่วนบนของพีระ
มิดหักงอ ซึ่งเท่ากับมีการนำบทเรียนจากการสร้างพีระมิดครั้งก่อนมาใช้นั่นเอง
พีระมิดแดงมีความสูงถึง 104 เมตร (341 ฟุต) หรือประมาณอาคารสูง 30 ชั้น
(เมื่อคิดความสูงที่ชั้นละ 3.5 เมตร) ฐานพีระมิดแต่ละด้านยาว 220 เมตร (722
ฟุต) หรือมีขนาดฐานเกือบเท่ากับมหาพีระมิดคูฟูแห่งกิซ่า นับเป็นพีระมิดที่มี
ขนาดใหญ่ที่สุดในพีระมิด 3 แห่งที่เมืองดาชูร์ (Dahshur)และในยุคสมัยที่
ก่อสร้างแล้วเสร็จยังนับเป็นสิ่งก่อสร้างสูงที่สุดในโลกในขณะนั้นอีกด้วย และเนื่อง
จากพีระมิดนี้สร้างโดยปิดผิวนอกด้วยหินแกรนิตสีแดงทำให้ได้ชื่อว่าพีระมิดแดง
จากสีหินแกรนิตนั่นเอง
ดังนั้นหากอยากเข้าใจถึงวิวัฒนาการของการสร้างพีระมิดให้ลึกซึ้ง จึงควรเริ่ม
ต้นการท่องเที่ยวที่เมืองซัคคารา (Sakkara) ซึ่งอยู่ห่างไปทางใต้ของกรุง
ไคโรราว 15 ไมล์ พีระมิดของฟาโรห์โซเซอร์ หรือพีระมิดขั้นบันไดแห่งเมือง
ซัคคารา มีความสูงวัดจากฐานถึงยอดประมาณ 200 ฟุต ฐานเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า
วัดจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตกยาว 411 ฟุต และวัดจากด้านเหนือสุดลงไปถึง
ทางใต้สุดของฐานยาว 358 ฟุต บริเวณใจกลางภายในโครงสร้างพีระมิดจะเป็น
มาสตาบาสูง 26 ฟุตก่อด้วยหินปูนธรรมดา ส่วนพวกขุนนางก็ยังคงฝังศพใน
มาสตาบาเช่นเดิม
ในยุคต่อมา ฟาโรห์สเนฟรู (Snefru) มีการก่อสร้างพีระมิดอีกหลาย
พีระมิดที่เมืองแดชชู (Dashur) ซึ่งอยู่ห่างจากซัคคาราไปอีกราว 20 ไมล์
โดยปรับให้ทุกด้านลาดเอียงขึ้นสู่ยอดพีระมิด ภายนอกฉาบผิวเรียบ พีระมิดอัน
หนึ่งที่ทรงสร้างมีองศาในการสร้างที่ค่อนข้างแปลก คือในส่วนล่างทำมุม 52º
กับพื้นดิน แต่ได้เปลี่ยนองศาการก่อสร้างในช่วงกลางของพีระมิดเป็น 43.2º
ไปจนถึงยอดพีระมิด ทำให้พีระมิดมีลักษณะโค้ง จนเรียกขานกันว่า พีระมิดโค้ง
หรือ Bend pyramid บ้างก็พูดว่าเป็นความล้มเหลวในการพยายามสร้าง
พีระมิดยุคแรก พีระมิดอีกอันหนึ่งที่ฟาโรห์สเนฟรูทรงสร้าง ทำมุม 43ºตลอดจน
ถึงยอดมีลักษณะพีระมิดสมจริงสูง 341 ฟุต ฐานแต่ละด้านกว้าง 722 ฟุต ถูกขนาน
นามว่า พีระมิดสีแดง (Red pyramid) มีโครงสร้างหลักมาจากหิน
reddish sandstone จะมองเห็นเป็นสีส้มอมชมพูเมื่อสะท้อนแสง
อาทิตย์ ถือว่าเป็นพีระมิดทรงสมจริงแห่งแรกของโลกก็ว่าได้
แต่พีระมิดที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นพีระมิดที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือ มหาพีระมิด
แห่งเมืองกิซา สร้างได้ลักษณะสมมาตรทำมุม 50º กับพื้นดินในทุกด้าน ด้าน
นอกฉาบผิวเรียบ สร้างในสมัยพระโอรสของฟาโรห์สเนฟฟรู ที่มีชื่อว่าฟาโรห์คูฟู
(Khufu) นั่นเอง ในราว 2,500 ปีก่อนคริสต์กาล ฟาโรห์คูฟูได้มีคำสั่งให้
ก่อสร้างพีระมิดสำหรับพระองค์ที่เขตเมืองกีซ่าชานเมืองไคโรในปัจจุบัน พีระมิด
แห่งนี้เดิมสูง 480.9 ฟุต แต่ปัจจุบันหักพังลงเหลือเพียง 455 ฟุต ฐานแต่ละด้าน
กว้าง 768 ฟุต ใช้หินทรายตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมหนักประมาณก้อนละ 2 ตันครึ่ง บาง
ก้อนหนักถึง 16 ตัน โดยการนำเอามาซ้อนกันขึ้นไป ซึ่งต้องใช้หินไม่น้อยกว่า
2,500,000 ก้อน รวมน้ำหนักกว่า 6,000,000 ตัน ส่วนฐานกินเนื้อที่ถึง 12
เอเคอร์หรือราว 20 ไร่ มีช่องทางแคบๆเจาะลึกเข้าไปภายในพีระมิด ไปจนถึง
ห้องโถงกลางสำหรับเก็บพระศพ ถัดจากมหาพีระมิดคูฟูเป็นพีระมิดของฟาโรห์
คาฟเร (Khafre) พระโอรสของฟาโรห์คูฟู มีขนาดเล็กกว่ามหาพีระมิดเล็ก
น้อยคือสูงประมาณ 471 ฟุต แต่จะมองเห็นสูงใหญ่กว่าเพราะสร้างอยู่บนเนินที่มี
ระดับสูงกว่าประมาณ 30 ฟุต ส่วนยอดของพีระมิดยังเห็นปูนฉาบเรียบหลงเหลือ
อยู่บ้าง ส่วนอื่นๆได้หลุดร่อนายไปตามกาลเวลา พีระมิดอันเล็กลงมาคือพีระมิด
ของฟาโรห์เมนคูเร (Menkaure) ซึ่งเป็นพระโอรสของฟาโรห์คาฟเร
ที่ว่าเล็กก็ยังสูงร่วม 60 ม. และยังมีพีระมิดราชินีเล็กๆอีก 3 หลัง นอกจากสิ่งก่อ
สร้างมหัศจรรย์ที่เรียกว่าพีระมิดแล้ว ยังมีรูปสลักหินขนาดใหญ่สูงกว่า 65 ฟุต
มีตัวเป็นสิงโตหัวเป็นคนนอนหมอบเฝ้าพีระมิดคาฟเร รู้จักกันไปทั่วโลกว่า
สฟิงซ์ (Sphinx) หลายคนเชื่อกันว่ารูปหน้าของสฟิงซ์คือพระพักต์ของฟา
โรห์คาฟเรเอง แต่ก็ไม่ทราบว่าพระองค์จะหล่อเหลาขนาดไหน เพราะใบหน้าของ
สฟิงซ์ได้หักพังไปตามกาลเวลาเช่นกัน ทั้งจากลมฝนแห่งทะเลทรายและการทำลาย
จากผู้รุกราน
สาเหตุในการสร้างพีระมิด
ชาวอียิปต์โบราณเชื่อเรื่อง “ชีวิตหลังความตาย” เมื่อตายไปแล้วจะมีโลกหน้า
เพื่อใช้ชีวิตยืนยงและจำเป็นต้องรักษาร่างกายหรือศพไว้ไม่ให้หายสาบสูญ จึงสร้าง
พีระมิดไว้เพื่อเก็บรักษาศพ และยังเชื่อเรื่องการติดตามฟาโรห์ไปยังโลกหน้า โดย
เชื่อว่าฟาโรห์คือพระเจ้า และเพื่อให้ดวงวิญญาณกษัตริย์ของพวกเขามีทุกสิ่งทุก
อย่างที่จำเป็นสำหรับโลกหน้าจึงได้ฝังทรัพย์สินและสิ่งของส่วนพระองค์ไปพร้อม
กัน ดังจะเห็นจากหลักฐานที่นักโบราณคดีค้นพบเป็นจำนวนมากในห้องเก็บ
สมบัติในพีระมิด ได้แก่ เพชรพลอย อาหาร เครื่องเรือน เครื่องดนตรี และ
อุปกรณ์ล่าสัตว์ รวมถึงหนังสือที่เขียนประวัติผู้ตายจารึกด้วยภาษาอียิปต์ลงบนกระ
ดานปาปิรุส ที่เรียกว่า “หนังสือของคนตาย” (Book of the Dead)
การก่อสร้างพีระมิดในอารยธรรมอียิปต์โบราณชาวนาชาวไร่จึงต้องการที่จะมีส่วน
ร่วมในการสร้างพีระมิด โดยหวังว่าเมื่อเสียชีวิตแล้วจะได้ตามฟาโรห์ไปใช้ชีวิตใน
โลกหน้า การสร้างพีระมิดในสมัยนั้นจึงเป็นการกระทำด้วยความเต็นใจไม่ได้มี
ใครบังคับขู่เข็ญ แต่เมื่อสมัยฟาโรห์คูฟู ความเชื่อนั้นก็ค่อยๆเลือนหายไป ฟาโรห์
ลดระดับจากพระเจ้าเป็นเพียงแค่มนุษย์ธรรมดา ทำให้การก่อสร้างพีระมิดในสมัย
นั้นเป็นการบังคับ ทั้งยังมีกาใช้แรงงานทาสอีกด้วย จากความยากลำบากในการ
สร้างและความยิ่งใหญ่งดงามอลังการจนยากที่จะเชื่อได้ว่า พีระมิดแห่งนี้สร้างขึ้น
มาจากมือของมนุษย์ธรรมดา นับเป็นเหตุผลที่เหมาะสมยิ่งที่ทำให้มหาพีระมิดแห่ง
อียิปต์ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกโดยไม่มีใครคัดค้าน
ความสำคัญของพีระมิดคือเป็นสถานที่ที่สร้างขึ้นสำหรับเก็บพระบรมศพของ
กษัตริย์แห่งอียิปต์โบราณ ขนาดของพีระมิดจะขึ้นอยู่กับความสำคัญของพระศพที่
บรรจุจะอยู่ภายใน กล่าวคือ ถ้าเป็นศพของกษัตริย์องค์สำคัญก็จะสร้างพีระมิดที่ให
ญ่โต แต่หากเป็นศพของคนที่ไม่สำคัญนักพีระมิดก็จะมีขนาดเล็กลงตามลำดับ
พีระมิดมีไว้เพื่ออะไร
จุดประสงค์ของการสร้างพีระมิดนั้นได้มีนักวิชาการหลายคนสันนิษฐานเอาไว้
แตกต่างกัน ตามความเชื่อของแต่ละบุคคล ดังนี้
1.พีระมิดสร้างขึ้นเพื่อสัญลักษณ์แห่งอำนาจกษัตริย์ เพื่อให้เห็นพลังและอำ
นาจของพระองค์แข็งแกร่งเปรียบเสมือนการสร้างอนุสรณ์สถานของตัวเอง แต่ก็
มีผู้แย้งว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะพระองค์สามารถแสดงด้วยวิธีอื่นมากมาย เช่น การ
สร้างวิหารอุทิศเทพเจ้า หรือสร้างรูปปั้นหินขนาดใหญ่โต เป็นการแสดงออกซึ่ง
อำนาจที่ยิ่งใหญ่ได้เช่นกัน ไม่จำเป็นต้องสร้างพีระมิดใหญ่โต
2.พีระมิดสร้างขึ้นโดยมนุษย์ต่างดาวเพื่อมิตรไมตรี บางกลุ่มเชื่อว่าผู้สร้าง
พีระมิดไม่ใช่ชาวอียิปต์อย่างแน่นอน น่าจะเป็นกลุ่มชนที่มีอารยธรรมสูงอย่างชาว
แอตแลนติสมากกว่า โดยสร้างขึ้นเป็นแหล่งอนุรักษ์วิทยาการต่างๆ บางกลุ่มเชื่อ
ว่าพีระมิดองค์ใหญ่ของอียิปต์ได้รับการออกแบบก่อสร้างจากมนุษย์ต่างดาว โดย
สร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพ
3.พีระมิดสร้างขึ้นเพื่อเป็นหอดูดาว โดยเฉพาะพีระมิดของคูฟู หรือมหา
พีระมิดแห่งกีซา ที่เปรียบเสมือนหอดูดาวของอียิปต์โบราณ เพราะช่องระบายอา
กาศได้ไปตรงกับตำแหน่งของดาวต่างๆ ได้แก่ กลุ่มดาวซีรีอัส กลุ่มดาวโอริออน
กลุ่มดาวเอลนิทัก และกลุ่มดาวทูบัน
4.พีระมิดสร้างขึ้นเพื่อเป็นสุสานของกษัตริย์ เป็นข้อที่ได้รับการยอมรับมากที่
สุดในหมู่นักประวัติศาสตร์ แต่ก็มีปริศนาก็คือ นักโบราณคดีไม่พบมัมมี่หรือซาก
มัมมี่ในห้องเก็บพระศพแต่ไปพบที่พีระมิดรองแทน นักประวัติศาสตร์บางคนให้
ความเห็นว่า ห้องเก็บพระศพเป็นเพียงห้องที่สร้างขึ้นเพื่อหลอกให้เข้าใจผิด ใน
ตอนแรกฟาโรห์ทรงสร้างพีระมิดขึ้นเพื่อเป็นสุสานของพระองค์จริงๆ แต่ระยะต่อ
มาถูกบุกรุกอย่างหนักจากผู้ที่เข้ามาขโมยสิ่งของ จึงหลบหลีกโดยสร้างที่เก็บพระ
ศพใหม่โดยไม่เปิดเผยให้ใครทราบหรืออาจแอบซ่อนไว้ในพีระมิดรองหรืออยู่ใน
มาสตาบาก็เป็นได้
ข้อสันนิษฐานที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง คือ มีผู้นำมัมมี่กษัตริย์ไปไว้ที่สุสาน
กษัตริย์ 40 ตน เพื่อปกป้องพระศพของฟาโรห์ไว้ไม่ให้สูญหาย
พีระมิดคอมเพล็กซ์
พีระมิดของฟาโรห์ จะไม่เกิดขึ้นเพียงลำพัง หากแต่มีสถาปัตยกรรมอื่นๆ อยู่
ด้วย โดยใช้ประกอบพิธีที่มีความแตกต่างกัน ซึ่งสิ่งก่อสร้างทั้งหมดรวม เรียกว่า
“พีระมิดคอมเพล็กซ์” (Pyramid Complex)
พีระมิดคอมเพล็กซ์ประกอบด้วย อาคารและสิ่งก่อสร้างหลักสามอย่างที่ใช้ใน
การประกอบพิธีศพโดยตรง คือ
วิหารหุบเขา จะตั้งอยู่ริมแม่น้ำไนล์ฝั่งตะวันตก หรือ อาจตั้งอยู่ริมคลองที่ขุด
เชื่อมกับแม่น้ำ เพื่อให้ขบวนพิธีสามารถจอดเทียบท่าได้สะดวก กิจกรรมที่ประ
กอบที่วิหารแห่งนี้มีหลายอย่าง แต่ยังเป็นที่ถกเถียงในหมู่นักประวัติศาสตร์วา
กิจกรรมเกิดขึ้นที่วิหรือ วิหารประกอบพิธีศพกันแน่
ทางเดินฉนวน เชื่อมวิหารหุบเขาริมแม่น้ำกับวิหารประกอบพิธีศพไว้ บาง
แห่งมีหลังคาและยังมีการสลักภาพสำคัญๆ บนผนังทางเดินอีกด้วย
วิหารประกอบพิธีศพ ใช้สำหรับชำระล้างร่างกายศพทำมัมมี่ และประกอบพิธี
ศพในขั้นแรก ปกติจะอู่ติดหรืออยู่ใกล้พีระมิด โดยมีทางเดินฉนวนเชื่อมต่อไปสู่
ห้องเก็บศพในพีระมิด รูปทรงการวางผังของวิหารประกอบพิธีศพไม่ต่างจากวิหาร
หุบเขามากนัก มักจะตั้งอยู่ทางตะวันออกของพีระมิด ซึ่งอาจจะมีส่วนเกี่ยวโยงกับ
ลัทธิการนับถือสุริยเทพก็เป็นได้สิ่งก่อสร้างที่มักปรากฏในพีระมิดคอมเพล็กซ์
ไดแก่
พีระมิดรอง เป็นพีระมิดของราชินีหรือเจ้าหญิงเจ้าชายแห่งอาณาจักรอียิปต์
โบราณ ในสมัยนั้นสามัญชนไม่สามารถสร้างสุสานเป็นพีระมิดได้นอกจากฟาโรห์
เพียงพระองค์เดียวส่วนพีระมิดรองเป็นของเชื่อพระวงศ์ระดับสูงเท่านั้น พีระมิด
บางแห่งมีพีระมิดรองเพียงพีระมิดเดียว บางแห่งก็มีสิบพีระมิด แต่บางแห่งก็ไม่มี
พีระมิดรองอยู่เลย
มาสตาบา เป็นสุสานของเชื้อพระวงศ์และข้าราชบริพารชั้นสูงโดยตั้งอยู่ใกล้ๆ
กับพีระมิด แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะอยู่ใต้ร่มเงาของฟาโรห์อย่างแท้จริง
มีการสร้างมาสตาบาอย่างเป็นระเบียบ มีการเรียงเอาตำแหน่งสำคัญๆไว้ใกล้กับ
พีระมิด และผู้มีฐานะต่ำกว่าก็จะอยู่ห่างจากพีระมิดออกไป
สฟิงซ์ สัตว์ลึกลับที่มีร่างกายเป็นสิงโตแต่หัวเป็นมนุษย์โดยมากเป็นเพศชาย
สร้างขึ้นมาจากหินปูนสีขาวแกะสลักเป็นรูปคนครึ่งราชสีห์ โดยมีใบหน้าเป็นคน
และมีตัวเป็นราชสีห์ สลักอยู่ในท่าหมอบเฝ้าหน้าพีระมิดคีออปส์ มีความสูงประ
มาณ 66 ฟุต สฟิงซ์บางตัวมีหัวเป็นสัตว์ เช่น แกะ เหยี่ยว ในสมัยราชอาณาจักร
ใหม่ การออกแบบทางเข้าประตูวิหารที่สำคัญๆมักจะมีตัวสฟิงซ์ตั้งเรียงเป็นทิวแถว
ยาวเหยียดทั้งสองข้างทางเดิน เพื่อเน้นทางเข้าสู่วิหารแห่งนั้นให้เหมือนแถว
ทหารของกองเกียรติยศ หลุมฝังเรือ ปัจจุบันกลับพบแต่หลุมฝังเรือที่ว่างเปล่า
เท่านั้น ยกเว้นสุสานของฟาโรห์คูฟูที่ค้นพบเรือใหญ่ที่สุดและสมบูรณ์ที่สุด สาเหตุ
ที่ฝังเรือไว้มีความเชื่อที่ว่า การเดินทางไปสู่โลกหน้าของเทพและเทวีต่างต้องใช้
เรือเป็นพาหนะทั้งสิ้น รวมถึงการเดินทางของผู้ตายทั้งหลาย ความหมายของการ
ฝังเรือก็คือ จัดหาพาหนะให้แก่ผู้ตายเพื่อใช้ในการเดินทางไปสู่โลกหน้าเช่นเดียว
กับสิ่งของอื่นๆ
คำสาปจากพีระมิด
ตุตันคาเมน ฟาโรห์อาถรรพ์
โฮเวิร์ด คาร์เตอร์ ได้ค้นพบทางเข้าไปในห้องเก็บพระศพของฟาโรห์ตุตันคา
เมน และได้ทำพิธีเปิดสุสานโดย ลอร์คาร์นาร์วอน เป็นประธานในพิธี หลังจาก
นั้นเดือนมีนาคม หลังจากนั้น ลอร์คาร์นาร์วอน ก็ตายเพราะไข้มาลาเลีย ซึ่งนาย
แพทย์ระบุว่า ถูกยุงกัดใบหน้าขณะเปิดประตูสุสาน ถัดมาอีกเดือนหนึ่ง นายเจ
กูลด์ ชาวอเมริกันที่อยู่ร่วนในการเปิดสุสานก็ตายด้วยโรคปอดบวมและในเดือน
กรกฎาคมปีเดียวกัน เจ้าชายชาวอียิปต์ที่ชื่อ ฟาร์บีเบย์ผู้อยู่ร่วมในการเปิดสุสาน
ครั้งนั้นด้วยก็ถูกชายาขององค์เองยิงสิ้นพระชน ตามด้วยนายเบดิค นักอียิปต์
วิทยาชาวฝรั่งเศสก็เสียชีวิตกะทันหัน สรุปแล้วมีผู้เสียชีวิตหลังจากที่ไปเปิดสุสาน
แห่งนี้ถึง 23 คน
สำหรับนายโฮเวิร์ด คาร์เตอร์ แม้จะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ผู้ใกล้ชิดและผู้
รวมงานคนสำคัญของเขาต่างก็ล้มหายตายจากไปอย่างไม่คาดฝันทั้งสิ้น และที่แผ่น
ศิลาหน้าห้องเก็บพระศพของโรห์ตุตันคาเมนมีจารึกคำสาปไว้ว่า “หากมีผู้ใดบัง
อาจลบนามของข้าบนแผ่นศิลานี้ออกมันผู้นั้นจะถูกเทพเจ้าลงโทษ โดยลบชื่ออก
ไปจากโลก และหากมันผู้ใดเคารพนามของข้าบนศิลานี้ มันผู้นั้นจะได้รับการตอบ
แทนากเทพเจ้าเช่นเดียวกับที่มันปฏิบัติต่อข้า
คำสาปจากฟาโรห์คูฟู
ศาสตราจารย์ ดร.จอร์จ เอ ไรสเนอร์ นักโบราณคดีที่เสียชีวิตอย่างปริศนาใน
มหาพีระมิดของฟาโรห์คูฟู เขาได้มาสำรวจบริเวณที่ราบกีซา ที่แห่งนั้นเขาได้ขุด
พบโบราณสถานมากามยหลายแห่ง และที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ สุสานของพระมารดา
ของฟาโรห์คูฟู พระนามว่า พระราชินีเฮเทเฟเรส ซึ่งพบของมีค่ามากมายอยู่ใน
นั้น นอกจากนี้ ดร.ไรสเนอร์ ยังเป็นคนแรกที่เริ่มตั้งสถานีวิทยุกระจายเสียง ซึ่ง
ออกอากาศจากห้องกษัตริย์ในมหาพีระมิด และต่อมาเขาก็ได้ล้มลงในห้องกษัตริย์
โดยไม่ทราบสาเหตุ และก็เสียชีวิตในเวลาต่อมา ดร.ไรสเนอร์ เป็นนักโบราณ
คดีอีกคนหนึ่งที่สังเวยชีวิตให้กับงานที่เขาค้นคว้าและพีระมิดที่เขาวิจัยอยู่นั่นเอง
นับว่าเป็นการตายที่แปลกประหลาดและจนทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครทราบสาเหตุ แต่
ชาวอียิปต์ก็เชื่อว่าเป็นเรื่องของอาถรรพ์และคำสาปอย่างแน่นอนตราบจนทุกวันนี้
นักโบราณคดีก็ยังดำเนินการค้นหาปริศนาของพีระมิดอีกต่อไปโดยไม่รู้ว่าเมื่อ
ไหร่ที่จะได้ค้นพบคำตอบที่แท้จริง แต่แม้ว่าจะต้องใช้เวลาทั้งชีวิตพวกเขาก็ยังเต็ม
ใจที่จะค้นหา ตราบใดที่พวกเขายังคงหลงเสน่ห์ความลึกลับและพิศวงของพีระมิด

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s

%d bloggers like this: